เต้านมคัด…ต้องดูแล

February 29th, 2012 - 

นมแม่

การให้นมลูก อาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน คือ อาการเต้านมคัดยิ่งถ้าเป็นคุณแม่มือใหม่ อาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างการให้นมลูกตามมา เช่น เต้านมอักเสบ, หัวนมแตก เป็นต้น

ฉะนั้น การป้องกันปัญหาที่อาจตามมา คือการดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยข้อมูลและวิธีต่อไปนี้ค่ะ

อาการที่พบ

พบในช่วงระยะสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหลังจากที่ลูกน้อยดูดกระตุ้น จึงทำให้มีการสร้างน้ำนมเกิดขึ้น ปริมาณน้ำนมจึงคั่งค้าง ทำให้คุณแม่เกิดอาการคัด ตึง บวมแข็ง และปวดหน้าอก เป็นอาการที่เรียกกันว่า เต้านมคัดนี่แหละค่ะ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นมาก เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดไม่สบายตัว และเกิดความเครียดตามมาได้

ที่มาของอาการ

เกิดโดยธรรมชาติ ร่างกายของคุณแม่ที่ผลิตน้ำนมได้เยอะเมื่อลูกดูดไม่หมด จึงทำให้น้ำนมคั่งค้าง

ทิ้งช่วงเวลาการให้นมลูกที่นานเกินไป ก็ทำให้มีน้ำนมอยู่ในเต้านมมากเช่นกัน

ชุดชั้นในที่คับแน่นเกินไป หรือชุดชั้นในที่มีโครงเหล็ก ก็เป็นต้นเหตุที่กดทับท่อน้ำนม ทำให้รู้สึกเต้านมคัด

ให้นมลูกในท่าที่ผิด ก็ทำให้น้ำนมไหลออกมาได้ไม่ดีหรือไหลได้ไม่ทัน จนเกิดอาการขึ้นได้

อาการเต้านมคัดตึงแม้จะกินเวลาในระยะสั้น หายได้เอง แต่อย่างที่บอกนะคะ ถ้าคุณแม่ปล่อยให้เกิดอาการเต้านมคัดมาก ๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาอาการเต้านมอักเสบ ดังนั้น วิธีต่อไปนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ป้องกันและบรรเทาอาการ

ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยดูดข้างละ 5 นาทีสลับข้างกัน ถ้าลูกยังไม่หิวแต่น้ำนมมาเต็มที่แล้วให้ปั๊มหรือบีบออก เก็บใส่ขวดเป็นสต็อกน้ำนมไว้

ควรสวมใส่ชุดชั้นในที่พอดีกับเต้านม (เผื่อช่วงที่เต้านมขยายเต็มที่ด้วย) เพื่อลดอาการความเจ็บปวด เช่น ใส่เสื้อในที่สามารถเปิดให้ลูกกินนมได้สะดวกโดยไม่ต้องถอด

ระหว่างที่ให้นมลูก คุณแม่อาจใช้นิ้วนวดคลึงเบา ๆ บริเวณที่มีก้อนแข็ง เพื่อไม่ให้ท่อน้ำนมอุดตัน

ถ้าเต้านมคัดมาก (เต้านมแข็งเป็นไต) หรือน้ำนมไม่ไหล อาจใช้ลูกยางปั๊มก่อน จะทำให้น้ำนมไหลได้ง่าย คลายอาการเต้านมคัด

ถ้ามีอาการเจ็บเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง ให้ลูกเริ่มดูดข้างที่หัวนมปกติไปก่อน แล้วจึงสลับข้าง

ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ เพื่อลดอาการเจ็บปวด

คุณแม่ที่ตั้งใจให้นมลูก ยังสามารถให้นมลูกได้ค่ะ เพราะยิ่งให้ลูกดูดบ่อย ดูดถูกวิธี อาการเต้านมคัดจะดีขึ้น และอย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาด ปลอดจากเชื้อโรคด้วยค่ะ

เต้านมอักเสบ?

คุณแม่ที่เครียด เหนื่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ง่ายต่อการที่ภูมิคุ้มกันร่างกายจะอ่อนแอเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าร่างกายได้ง่าย โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ มีอาการอักเสบทำให้บริเวณเต้านมเป็นก้อนแข็ง ตึง ร้อนแดง และรู้สึกเจ็บปวดมาก ยิ่งบางรายที่เป็นมาก ก็อาจมีไข้ แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง อาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้

การดูแล

อาการเต้านมอักเสบในทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดก็สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แตกต่างกัน แต่ถ้าอยู่ในระหว่างการให้นมลูก ยาเหล่านี้ต้องงด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรทำก็คือ ถ้าคุณแม่ดูแลอาการด้วยตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่หายมีอาการต่อเนื่อง ควรพบคุณหมอค่ะ เพื่อวิเคราะห์ ดูแลอาการ ไม่ควรซื้อยากินเองนะคะ

อบซาวน่า อย่างไรได้ประโยชน์

February 27th, 2012 - 

การอาบเหงื่ออบซาวน่ากำลังเป็นที่สนใจ ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังเอื้อถึงความผ่องพิสุทธิ์ของผิวพรรณ ซาวน่ามีหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็อบตัวในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่จะเหมาะกับทุกคน และจะเข้าซาวน่ายังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุด เรื่องนี้ก็สำคัญ

อบซาวน่าเพิ่มภูมิคุ้มกันหน้าหนาวได้ 2 เท่า
หลังการอบซาวน่า คุณจะรู้สึกเนื้อตัวเบาโปร่ง จิตใจเคลิ้มสบาย เนื้อตัวสะอาด หลายคนอบซาวน่าเพื่อคลายเครียดจากภาระในชีวิตประจำวัน การอบตัวแต่ละครั้งร่างกายจะสูญเสียของเหลว ช่วงขณะนั้นเลือดคุณจะไม่หยุดแข็งตัว และระบบร่างกายจะทำการเติมเลือดให้เต็มด้วยน้ำเหลือง ร่างกายมีการทำความสะอาดตัวเองด้วยการหลั่งเหงื่อและขับของเสียต่าง ๆ ที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงาน ขณะที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของผิวจะเพิ่มขึ้นจนถึง 10 องศาเซลเซียส
ความร้อนจากซาวน่ากระตุ้นระบบโลหิตใต้ผิวหนัง ให้หมุนเวียนสูบฉีดว่องไว  จัดสรรอาหารและออกซิเจนเข้าสู่เซลส์ผิวอย่างมากมาย ภาวะที่ต้องนั่งทำงานนิ่ง ๆ นาน ๆ ในออฟฟิศ โลหิตใต้ผิวจะหมุนเวียนเฉื่อยชาลง ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นถึงการสะสมของเซลลูไลต์ ขณะเข้าซาวน่า หลอดเลือดมีการขยายตัว พอคุณออกจากซาวน่า หลอดเลือดจะเกิดการหดตัว ภาวะที่หลอดเลือดหดและขยายตัวเช่นนี้ คือการออกกำลังกายให้กับหลอดเลือด
ความร้อนจากการอบตัวยังกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน  งานวิจัยจากสหรัฐอเมริการะบุว่า จำนวนเซลล์ที่ทำหน้าที่ทำลายและดูดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย อย่างเชื้อแบคทีเรียจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่หายใจสูดอากาศอุ่นร้อนในซาวน่าเข้าไป จะกระตุ้นให้มีการสูบฉีดโลหิตสู่เยื่อบุถึง 17 ครั้ง ภาวะเช่นนี้จะกระตุ้นการสร้างสารปกป้องร่างกายจำพวกฮีโมโกลบินให้มากขึ้น (ฮีโมโกลบิน เป็นโปรตีนในเลือดพลาสม่า ทำหน้าที่ด้านภูมิต้านทาน) จะมีการกระตุ้นดังกล่าวมาไม่ว่าคุณจะเข้าซาวน่าประเภทไหน

อบซาวน่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ให้ถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกก่อนเข้าห้องซาวน่า  รวมถึงเครื่องประดับที่ติ่งหูและที่เจาะใส่จมูก โลหะเป็นสื่อนำความร้อน ลวกผิวให้ไหมพองได้
ห้ามอบซาวน่าในขณะท้องอิ่ม  ไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ ก่อนซาวน่าเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
ใครออกกำลังกายก่อนเข้าซาวน่า  ควรพักและรอจนจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายต่อระบบของร่างกาย
หัวใจสูบฉีดและเต้นเร็วขึ้นไม่ควรเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามากกว่านี้จะเกิดอันตรายต่อระบบของร่างกายได้
ควรอาบน้ำก่อนและเช็ดตัวให้แห้งหลังจากอาบน้ำ ผิวที่แห้งจะขับเหงื่อได้ดีและเร็วขึ้น และเพื่อให้เศษเซลส์ผิวหมองได้พองตัวและหลุดลอกจากผิวอย่างง่ายดาย ควรขัดผิวก่อนเข้าห้องอบ ผิวจะนุ่มยิ่งขึ้นความร้อนจะช่วยให้เศษไขมันในรูขุมขนละลายอ่อนตัว วิธีนี้เป็นการทำความสะอาดผิวที่ลึกขึ้น
ขณะซาวน่าควรจิบน้ำเพียงเล็กน้อย  ขณะที่หลั่งเหงื่อจะมีการดึงน้ำ และของเสียออกจากเนื้อเยื่อเข้าไปในระบบเลือด ถ้าร่างกายได้รับน้ำทันที ระบบเลือดจะดึงของเหลวจากลำไส้แทนการดึงจากเนื้อเยื่อ ซึ่งจะไปขัดขวางระบบขับของเสียโดยไม่รู้ตัว การอบซาวน่าจะกระตุ้นให้ไตเกิดการฟอกของเสียขยันขันแข็งขึ้น หลังอบซาวน่าให้ดื่มน้ำแร่ หรือไวน์ที่ผสมโซดา หรือน้ำแร่แช่มะนาวฝานบางสักชิ้นในแก้วจะยิ่งดี แต่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์
อบซาวน่าเท่าที่ร่างกายรู้สึกสบายไม่ควรอบนานเกินไป บางคนแค่ 5 นาทีก็พอ บางคนอยู่นานถึง 20 นาที เฉลี่ยแล้วร่างกายได้รับประโยชน์ภายใน 8 นาที
ได้เดิน 5-6 ก้าวจะดียิ่ง ให้เดินอย่างมากสัก 15 นาที และพักร่างกายให้สงบ 15 นาที ห้ามว่ายน้ำเด็ดขาด
ควรผ่อนร่างกายให้เย็นลงอย่างช้า ๆ  โดยเริ่มจากสูดหายใจเอาลมเย็น ๆ เข้าไปภายใน แล้วอาบน้ำเย็น เมื่อระบบบหมุนเวียนในร่างกายคงที่ก็ลงอ่างน้ำได้ แต่ห้ามอาบน้ำเย็นในทันทีทันใดโดยเด็ดขาด
ในฟินแลนด์แม้แต่เด็กและสตรีมีครรภ์ก็สามารถอบซาวน่าได้  ทั้งยังเชื่อว่า การอบซาวน่าอยู่เป็นประจำ  จะช่วยให้คลอดง่าย แต่ถ้าไม่เคยซาวน่ามาก่อน ก็ไม่ควรเริ่มอบตัวครังแรกในระหว่างตั้งครรภ์ส่วนเด็กต้องค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงก่อน ไม่ใช่จะเข้าอบในห้องอุณหภูมิสูงเลยในช่วงแรก ๆ
ผู้อบซาวน่าจะต้องไม่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรง  ไข้หวัด และโรคไต สำหรับโรคความดันโลหิตและเส้นเลือดตีบตัน  ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด

“ปากแห้ง” ใครว่าเรื่องเล็ก

January 30th, 2012 - 

เรื่องริมฝีปากอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ บนใบหน้าของคุณ แต่คุณลองนึกภาพริมฝีปากที่แห้ง ลอกเป็นขุย เป็นแผ่น ดูขาดความชุ่มชื่นและเต่งตึง มีรอยแตก ที่มีเลือดซิบๆ อยู่ หรือเป็นริมฝีปากที่เป็นสะเก็ดรอยดำๆ ดูหมองคล้ำไม่สดใส คุณคิดว่าริมฝีปากแบบนี้จะริดรอนความมั่นใจของคุณได้มากแค่ไหน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ริมฝีปากแห้งและแตก หลายคนทราบกันดีว่าสาเหตุเกิดจากร่างกายขาดความชุ่มชื่นอันเกิดจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันช่วยสร้างน้ำมันเพื่อปกป้องเหมือนกับผิวหนังส่วนอื่นๆ ทั้งยังต้องสัมผัสกับอาหาร ตลอดจนสารเคมีต่างๆ หรืออาจจะรับประทานยาที่มีฤทธิ์ทำให้ริมฝีปากแห้ง ซึ่งนอกจากความมั่นใจที่หายไปของคุณ “ปากแห้ง” ยังเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ด้วย เช่น เชื้อราในช่องปาก ฟันผุ หรือโรคเหงือก เพราะฉะนั้นการดูแลปากของคุณให้สวยอิ่มเอิบ และดูชุ่มชื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม

สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ปากแห้ง

1. การดื่มน้ำน้อยเกินไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่สุด เพราะร่างกายต้องได้รับน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากที่สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงได้ง่าย จึงต้องคอยดื่มน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกายอยู่เสมอ

2. สภาพแวดล้อมโดยรอบ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป ทั้งเรื่องของลม ฟ้า อากาศ และแสงแดด ต่างก็มีผลต่อริมฝีผากของคุณ เช่น อากาศที่มีอุณหภูมิสูงบวกกับลมที่พัดแรง ก็มีผลทำให้ริมฝีปากของคุณขาดความชุ่มชื่น หรืออากาศที่หนาวและแห้งจนเกินไปก็ทำให้ปากแห้งได้เช่นเดียวกัน แม้แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างเช่น คนที่ทำงานอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศก็จะมีโอกาสที่ปากจะแห้งมากกว่าคนที่ทำงานในห้องอุณหภูมิปกติ ส่วนแสงแดดนั้น หากริมฝีปากถูกแสงแดดเป็นเวลานาน รังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวบริเวณริมฝีปากแตกได้

3. ผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสริมฝีปากบางชนิด อาทิ ลิปสติกและลิปบาล์ม ที่มีสารทำให้ปากแห้ง โดยเฉพาะลิปบาล์ม ที่เป็นตัวดูดความชุ่มชื้นของริมฝีปาก หรืออาจจะเป็นพวกยาต่างๆ เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาจำพวกความดันที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง

4. อาการแพ้ต่างๆ ที่เห็นกันบ่อยคือ แพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟลูออไรด์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5. อาการผิดปกติของร่างกาย อาทิเช่น อาการขาดวิตามินบี หรือจะเป็นอาการร้อนใน ซึ่งอาการของความผิดปกติเหล่านี้ คือ ปากแห้ง

6. การเลียริมฝีปาก วิธีนี้อาจทำให้รู้สึกว่าริมฝีปากหายแห้งได้ (ชั่วคราว) แต่เมื่อความชื้นจากน้ำลายระเหยไปหมด ริมฝีปากจะแห้งมากขึ้น เพราะเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารในน้ำลายจะยิ่งรบกวนริมฝีปากให้แห้งมากยิ่งขึ้น

แก้ปัญหาริมฝีปากด้วยวิธีธรรมชาติ

1. ดื่มน้ำให้พอเพียง เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความชุ่มชื่นในร่างกาย เพราะฉะนั้นยิ่งดื่มน้ำมากเท่าไหร่ ร่างกายของคุณก็จะยิ่งชุ่มชื่นมากเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่ผลต่อริมฝีปากของคุณ เช่น หากเป็นแสงแดดก็ให้เรากางร่ม หรือใส่หมวก เพื่อปกป้องการถูกแสงแดดโดยตรง หรือหากคุณอยู่ในบริเวณที่มีอากาศแห้งมาก เช่น ห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ให้คุณวางภาชนะใส่น้ำไว้ใกล้ๆ ตัวเพื่อให้อากาศรอบตัวคุณมีความชุ่มชื่น

3. ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อริมฝีปากคุณ เช่น ลิปสติก ให้เลือกใช้สีอ่อนๆ เพราะปริมาณเม็ดสีจะน้อยกว่าแบบสีเข้ม ส่วนลิปบาล์มนั้นอย่าทาเป็นประจำ ให้ทาตอนปากแห้งแตกจริงๆ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ยาสีฟัน แนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่เป็นสมุนไพร ฟองน้อย

4. รับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี อย่างเช่น ธัญพืชไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อกโคลี คะน้า และถั่วเปลือกแข็ง เช่น พวกเมล็ดอัลมอนด์ ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์

การดูแลริมฝีปากของคุณ ทำให้คุณสวยดูดีมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน เชื่อเถอะว่าผู้ชายเกือบทุกคนไม่ปรารถนาผู้หญิงที่มีริมฝีปากแห้ง แตกเป็นขุยแน่นอน เพราะฉะนั้นการรักษาริมฝีปากของคุณให้ดูสวยและชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลามันทำให้คุณดูสวยมากขึ้นแน่นอน

เคล็ด (ไม่) ลับ ดูแลสุขภาพของคุณแม่สูงวัย

January 16th, 2012 - 

คู่แม่ลูก

เพราะการเอาใจใส่ดูแลคุณแม่รวมถึงคนที่รัก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเทศกาลวันแม่หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง เรืออากาศโทแพทย์หญิงนิจวิภา เพชรรุ่ง แพทย์ด้านเวชศาสตร์ความงามจาก ดีเอ็นเอ คลินิก กล่าวแนะนำว่า คุณแม่ทุกท่านไม่มีท่านใดอยากหยุดสวยหรืออยากมีโรคภัยไข้เจ็บ แต่ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกาย ผิวพรรณจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา ลูก ๆ ต้องคอยระวังและใส่ใจทุกเรื่องเป็นพิเศษ

เริ่มจากอาหารการกิน : เพราะระบบการเผาผลาญที่ไม่เหมือนตอนสาว ๆ ต้องระวังอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เน้นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยชะลอวัย เช่น ผักและผลไม้ที่มีวิตามินสูง พบได้ในผลไม้กลุ่มเบอรี่และผักใบเขียวเข้ม เช่น บร็อกโคลี ผักโขม ควรรับประทานเนื้อปลาแทนเนื้อสัตว์อื่น ๆ หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน อาหารปิ้งย่าง รวมถึงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

วัยของคุณแม่ส่วนมากจะเริ่มมีไขมันจับตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การออกกำลังกายสม่ำเสมอตามความเหมาะสม ไม่หักโหม เช่น แอโรบิกหรือโยคะ จะช่วยให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ปลดปล่อยความเครียด ผิวพรรณแจ่มใส เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก

คุณแม่ที่มีอายุ 50+ ซึ่งเป็นวัยหมดประจำเดือน ต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยทองอย่างมีคุณภาพ ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเรื่องกระดูกพรุน หรือกระดูกบาง ตรวจมวลกระดูก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เพราะยังเป็นโรคฮิตของผู้หญิงไทยอยู่ ดังนั้นอย่าอาย ให้กล้ามาตรวจจะได้รักษาได้อย่างรวดเร็ว

ดูแลผิวพรรณ : นอกจากความงามจากภายในแล้ว การดูแลผิวพรรณก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์เริ่มเสื่อมสภาพ ผิวที่เคยชุ่มชื่นเปล่งปลั่งกลับแห้งกร้านและหย่อนคล้อย ต้องดูแลผิวเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวร่วงโรยแห่งวัยโดยเฉพาะ ผสานการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ความงาม

สร้างความสุข ดูแลจิตใจ : เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะด้วยวัยของท่านที่มากขึ้นมักมีอารมณ์ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ ต้องพยายามทำให้จิตใจของท่านเบิกบาน ไม่ทำให้ท่านคิดมากหรือเครียด หาเวลาว่างไปเยี่ยม ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น ทำอาหารเพื่อสุขภาพรับประทานกัน พาไปเที่ยวต่างจังหวัด ไหว้พระทำบุญร่วมกัน อย่าอายที่จะโผเข้าโอบกอด บอกรักจากใจ เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนยาวิเศษเหนือของขวัญราคาแพง ที่จะทำให้ท่านมีความสุขตลอดไป

ราชาเงินผ่อน กับ สามัญชนเงินสด

December 27th, 2011 - 

เคยคิดว่าวัยทำงานอย่างเราๆ พอทำงานไปได้สักพัก แล้วได้เงินเดือนมากขึ้น คงจะมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น มีเงินซื้อของที่อยากได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และคิดเสมอว่าหากมีเงินเดือนเพิ่มแล้ว ชีวิตการใช้จ่ายจะง่ายขึ้น แต่พอเงินเดือนขึ้นตามจำนวนที่คาดการณ์ไว้ ท้ายสุดก็ไม่พออยู่ดี และนี่คือปัญหาที่หลายคนกำลังเจอ และเชื่อว่าหลายคนต้องเป็น และกำลังคิดเหมือนกันว่า จะต้องจัดการกับรายจ่าย ความอยากด้วยการเป็นราชาเงินผ่อน หรือจะเป็นสามัญชนที่จ่ายด้วยเงินสดแทนการเลือกซื้อสินค้า และประเมินรายจ่ายของตัวเอง

ราชาเงินผ่อน
เงินผ่อน อาจจะเหมาะกับการซื้อสินค้าขนาดใหญ่โต อย่าง บ้าน รถ หรือจักรยานยนต์ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก บางชนิดต้องมีเงินดาวน์ ซึ่งเงินดาวน์ที่ว่าก็ปาเข้าไปหลายหมื่นแล้ว เช่น รถ บ้าน คอนโด เป็นต้น แต่บางกรณีก็ไม่ต้องมีเงินดาวน์ แถมดอกเบี้ย 0% อีก อย่างจักรยานยนต์ทั่วไป อาจจะเหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินก้อนมากพอ ก็ต้องอาศัยการผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ จะได้นำเงินสดไปแบ่งเฉลี่ยใช้จ่ายประจำวันได้ หรือบางคนจ่ายเงินดาวน์ไปเลยครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งอาศัยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ตามกำลังของแต่ละคนว่า กำหนดจ่ายได้เดือนละเท่าไหร่เป็นระยะเวลากี่เดือน ก็จะทำให้การบริหารรายจ่ายง่ายขึ้น และเป็นไปตามกำลังความสามารถของการหารายได้ของเรานั่นเอง

ข้อดี : ไม่ต้องเสียเงินก้อนโต และต้องระมัดระวังรายจ่ายมากขึ้น

ข้อเสีย : ต้องเป็นหนี้จนกว่าจะผ่อนหมด อาจจะไม่มีเงินเก็บ ได้สินค้าในราคาที่แพงกว่าเดิม (เพราะมีดอกเบี้ย และค่าอื่นๆ อีกมากมาย) และที่น่าเจ็บใจที่สุดก็ตอนที่ผ่อนหมด ราคาสินค้าชนิดนั้น อาจจะลงมาอยู่ในราคาที่เราคิดว่าจ่ายเงินสดได้เสียอีก เท่ากับว่าเราซื้อสินค้าชนิดนั้นแพงกว่าปกติตั้งหลายบาท

สามัญชนเงินสด
เงินสด เหมาะกับการซื้อสินค้าทั่วไปที่รวมถึงสินค้าที่มีราคาสูงไม่เกินหลักหมื่นต้นๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิด โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น เพราะหากจะไปผ่อนสินค้าประเภทนี้ แน่นอนว่า จะได้สินค้า+ดอกเบี้ยรวมแล้วราคาแพงกว่าที่เราจ่ายเงินสดเสียอีก แนะนำว่าให้อดทนเก็บเงินสดไว้ในธนาคาร หรือเก็บไว้กับตัวเอง เมื่อครบตามราคาสินค้าแล้วค่อยนำไปซื้อ

ข้อดี : เสียเงินแค่ครั้งเดียว ไม่ต้องมากังวลเรื่องของเงินผ่อนในแต่ละเดือนว่า จะพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายหรือเปล่า และยังสามารถแบ่งเฉลี่ยเป็นเงินเก็บในเดือนถัดไปได้อีก

ข้อเสีย : เสียดายเงินก้อน เงินก้อนที่เสียไปสามารถนำไปลงทุนต่างๆ เพื่อให้ได้กำไรสัก 7-10% โดยเราจะมีเงินเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 เท่า ภายใน 7-10 ปี เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล กองทุนต่างๆ ซื้อสลากออมสิน เป็นต้น
และที่สำคัญเลย หากอยากมีเงินเก็บสำรองฉุกเฉินหรือเพื่ออนาคต ก็ต้องรู้จักการลดรายจ่ายในทุกๆ ช่องทางลง หรือแบ่งเป็นเงินเก็บไว้ต่างหากเลยยิ่งดี

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะจับจ่ายใช้สอยในรูปแบบเงินสด หรือ เงินผ่อน การที่เรารู้จักประมาณตัวเองว่า แค่ไหนพอ หรือสิ่งที่เราอยากได้นั้น มันจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หรือการทำงานของเรามากน้อยแค่ไหน หากเป็นเพียงความอยากมี อยากได้ ก็ต้องไม่สร้างภาระ และหนี้สินให้ตัวเอง จนรู้สึกว่าดิ้นไปไหนไม่รอด หรือใช้วิธีการง่ายๆ เพียงแค่อาศัยการเก็บเล็กผสมน้อยจนได้เป็นก้อนตามราคาสินค้าที่จะซื้อ แล้วจ่ายทีเดียวจบไปเลย แล้วคุณจะรู้สึกว่า เริ่มเสียดายเงินที่อุตส่าห์เก็บมาตั้งนาน แล้วจะนำไปซื้อทีเดียวหมด ไม่แน่นะ คุณอาจจะไม่อยากได้แล้วขึ้นมาทันทีเมื่อถึงร้านก็เป็นได้

“เราไม่ได้หมายความว่า ไม่ควรซื้อสินค้าหรือเทคโนโลยีอะไรเลย แค่เราต้องซื้อในยามที่เรามีเงินพอสมควรแล้ว และไม่มีผลกระทบต่อตัวเองมากจนเกินไป ไม่ว่าจะเลือกซื้อด้วยเงินสด หรือเงินผ่อน ก็ต้องรู้จักประมาณตนนั่นเอง”

ตัวอย่าง
นาย A สามัญชนเงินสด : เงินเดือน 15,000 บาท
รายจ่าย : ค่ากิน 5,000 บาท ค่าเดินทาง 2,000 บาท ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน 1,000 บาท ค่าโทรศัพท์และบริการเสริม 1,000 บาท เงินแบ่งไว้ไปเที่ยว 1,000 บาท ค่าที่พัก 4,000 บาท* = 14,000 >>> มีเงินเก็บ 1,000 บาท ไม่เป็นหนี้แถมได้เที่ยวอีกต่างหาก
*(หากอยู่เป็นคู่ สามารถหักค่าที่พักได้อีก 2,000 บาท จะเหลือเก็บอีก 2,000 บาท เงินส่วนนี้ให้ที่บ้านได้อีกทาง)

*(หากเป็นบ้านของเราเอง เงินส่วนนี้ก็สามารถแบ่งเข้าธนาคารฝากประจำรายปี หรือเก็บไว้ซื้อของที่อยากได้สบายๆ )

นาย Z ราชาเงินผ่อน : เงินเดือน 35,000 บาท

รายจ่าย ค่าผ่อนรถ 10,000 บาท ค่ากิน 7,000 บาท ค่าน้ำมัน 3,000 บาท ผ่อนมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท จ่ายค่าบัตรเครดิต 3,000 บาท ค่าที่พัก 5,000* บาท บันเทิงทั้งหลาย 3,000 บาท มือถือและบริการเสริม 2,000 บาท ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน 2,000 บาท = 37,000 บาท >>> ไม่มีเงินเก็บ แถมเป็นหนี้บัตรเครดิตเพิ่ม ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษารถยนต์ ค่าประกันภัย ค่าภาษี ค่าที่จอดรถ
*(หากอยู่เป็นคู่ สามารถหักค่าที่พักได้อีก 2,500 บาท)

*(หากเป็นบ้านของเราเอง ก็ลดรายจ่ายลงได้อีก 5,000 บาท จะเหลือเงินเก็บ เว้นแต่ว่า เมื่อเงินเดือนมา ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของบางคนจะเปลี่ยนไป คือ จะใช้จ่ายในส่วนอื่นมากขึ้นนั่นเอง )

 

Hello world!

December 27th, 2011 - 

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!