ใช้เมก-อัพเบส (Make-Up Base) อย่างไรดี

May 4th, 2012 - 
Tags:
, ,

ผิวสวยดูอ่อนใสบางเบา คือเทรนด์ในทุกซีซั่นของปีนี้ การมีผิวสวย ในขณะที่สาว ๆ หลายคนมีปัญหาผิวมากมาย อาทิ กระ ฝ้า ริ้วรอย รูขุมขนกว้าง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทางออกหนึ่งในการปกปิดบดบังปัญหาดังกล่าว คือ การลงรองพื้นและการใช้คอนซีลเลอร์

วิธีนี้ได้ผล แต่ได้ความไม่เป็นธรรมชาติของผิวหน้ามา ดูแล้วหนาเตอะเหมือนสาวมีอายุ แล้วทางออกที่ดีที่สุดควรทำอย่างไรให้ผิวใบหน้าแลดูสวยใสเป็นธรรมชาติ คำตอบคือการลงเบส เบสมีให้เลือกมากมายหลายชนิด โดยสาวๆ ควรเลือกให้เหมาะกับปัญหาของผิวหน้า

และใช้ก่อนขั้นตอนการรองพื้น ก่อนทาเมกอัพเบสควรรอให้ครีมบำรุงซึมซาบสู่ผิวก่อนแล้วจึงค่อยทาเมกอัพเบส เกลี่ยให้ทั่ว ทาในบริเวณที่มีปัญหาหรือต้องการให้รองพื้นติดทน หรือทาให้ทั่วใบหน้า หลังจากนั้นค่อยตามด้วยรองพื้นที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ

 

 

 

ขั้นตอนสู่ผิวสวยสมบูรณ์แบบ

1. กลับไปสู่ขั้นตอนพื้นฐาน นั่นคือคุณต้องดูแลผิวหน้าของคุณให้สะอาด เริ่มด้วยการเช็ดล้างเครื่องสำอางที่ถูกวิธี

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่บำรุงผิว เริ่มจากการใช้โลชั่นปรับสมดุลผิว แล้วตามด้วยมอยซ์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวที่ช่วยบำรุงและลดปัญหาผิวต่างๆ

3. ใช้เมกอัพเบสบางเบาเพื่อบดบังปัญหาผิวบนใบหน้า โดยใช้หลักการแสงและเงา (ไฮไลท์ และเฉดดิ้ง )

4. เลือกรองพื้นที่เหมาะกับประเภทของผิวคุณ และระดับความรุนแรงของปัญหาผิวใบหน้า

5. เลือกใช้แป้งที่ดูอ่อนใสบางเบาเพื่อให้ใบหน้าสวยสมบูรณ์แบบ

ประโยชน์ของการใช้เมกอัพเบส

1. ปรับสภาพผิวหน้าเรียบเนียนพร้อมรับการเมกอัพในขั้นตอนต่อไป

2. ปรับสีผิวให้เนียนเรียบสม่ำเสมอ

3. ปกปิดจุดบกพร่องกวนใจ อาทิ ริ้วรอย รูขุมขน กระ จุดด่างดำ อันเกิดจากแสงแดด

4. ปกป้องผิวพร้อมมอบความชุ่มชื้นให้ผิวตลอดวันด้วยส่วนผสมการบำรุงที่มีอยู่ในเมกอัพเบส

5. ช่วยให้รองพื้นและเมกอัพติดทนเนิ่นนานตลอดวัน ทั้งยังช่วยให้เกลี่ยรองพื้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

6. ช่วยอำพรางรอยแดง และรอยแพ้ต่าง ๆ

7. เมกอัพเบสบางชนิดมีส่วนผสมทำให้ใบหน้าแลดูสดใส ไม่มันเยิ้มระหว่างวัน โดยเฉพาะลดความมันในบริเวณทีโซน (หน้าผาก จมูก และคาง)

8. เมกอัพเบสที่มีส่วนผสมของค่า SPF จะช่วยป้องกันแสงแดดทำร้ายผิว และการเกิดกระ และจุดด่างดำอันมีสาเหตุมาจากแสงแดด

9. เมกอัพเบสจะช่วยปกปิดและเติมเต็มร่องริ้วรอยบนใบหน้า จะทำให้ใบหน้าแลดูเรียบเนียนไร้ริ้วรอย

10. เมกอัพเบสจะช่วยปกปิดสิว และร่องรอยจากสิว

11. ทำให้เมกอัพที่ทาบนใบหน้าติดทน สีสันสดชัดสม่ำเสมอ

อีกหนึ่งตัวช่วยของคุณสาว ๆ ที่อยากแต่งหน้าสไตล์ธรรมชาติ และช่วยเต็มเติมให้การแต่งหน้าของคุณสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ตกขาวมาเยอะ แต่ไม่มีกลิ่นจะเป็นอะไรไหม

May 4th, 2012 - 
Tags:
, ,

สาว ๆ หลายคนอาจรู้สึกกังวลใจที่บางเดือนตกขาวมามากผิดปกติ แม้จะไม่มีสี หรือกลิ่นอะไร แต่ก็อดห่วงไม่ได้ว่าร่างกายของเราเป็นอะไรหรือเปล่า ลองมาฟังคำตอบจาก พญ.สิรินาถ นุชนาถ สูตินรีแพทย์ ศูนย์สุขภาพสตรี ร.พ.สมิติเวช สุขุมวิท กันค่ะ

สำหรับเรื่องนี้ ต้องมาเช็กว่าเป็นภาวะผิดปกติหรือเปล่า ในภาวะปกติ ตกขาวต้องมีสีขาว ไม่เขียว ไม่เหลือง ไม่คัน หรือมีกลิ่น เหล่านี้คืออาการผิดปกติ ถ้าคนไข้ไม่มั่นใจต้องมาเช็กกับหมอ บางทีอาจจะมีการติดเชื้อนิดหน่อย เช่น คลามีเดีย แต่ไม่มีอาการอย่างอื่น

ทั้งนี้ หากปล่อยทิ้งไว้ก็อาจส่งผลในอนาคต อย่างเช่น ทำให้ท่อรังไข่บิดเบี้ยว มีลูกยาก ปวดประจำเดือนมากขึ้น เพราะมีการอักเสบอยู่ข้างใน แต่บางคนอาจเป็นภาวะปกติ เพราะตกขาวก็คือไกลโคเจนที่สะสมจากฮอร์โมน หากฮอร์โมนของเรารวนก็เป็นได้เหมือนกันค่ะ

กินอย่างไรไม่ให้ไมเกรนถามหา

May 4th, 2012 - 
Tags:
, ,

“ไมเกรน” เป็นอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากอาการปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง (Tension type headache) ซึ่งพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า โดยมักเริ่มมีอาการครั้งแรกตอนช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน ซึ่งอาการที่แสดงออกชัดเจนคือ ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรืออาจย้ายข้างได้หรือปวดศีรษะทั้ง 2 ข้าง รูปแบบการปวดไมเกรนมีอาการปวดแบบตุ้บๆ (คล้ายเส้นเลือดเต้น) และอาจปวดรุนแรงมากจนทำให้การเรียนหรือการทำงานเสียไป ในบางรายอาจส่งผลถึงการทำกิจวัตรทั่วไป เช่นการเดินจะทำให้อาการปวดเป็นมากขึ้น ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือ มีอาการไม่อยากเห็นแสงจ้าและไม่อยากได้ยินเสียงดัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการปวดศีรษะจะเป็นอยู่นาน 4-72 ชั่วโมง บางคนอาจมีอาการเจ็บที่บริเวณหนังศีรษะหรือรอบกระบอกตาร่วมด้วยได้

เรืออากาศโท นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ไมเกรนเป็นโรคปวดศีรษะที่มีความรุนแรงมาก พบได้บ่อยในทุกเพศและทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงวัยทำงาน ทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย, จิตใจและสังคม ไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากความไวของสมองมีมากกว่าปกติ สิ่งกระตุ้นชนิดต่างๆจากทั้งภายในและภายนอกร่างกาย สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนขึ้นมาได้ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ผู้ป่วยไมเกรนสามารถทำได้เอง โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีผลแทรกซ้อน สิ่งกระตุ้นในกลุ่มของอาหารและเครื่องดื่มชนิดต่างๆเป็นสิ่งกระตุ้นที่พบได้บ่อย การสังเกตประเภทของอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และมีผลทำให้อาการปวดศีรษะลดน้อยลง

อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท บอกว่า อาการปวดศีรษะไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้สมองเกิดการกระตุ้นได้ง่ายและไวกว่าคนปกติ หลังจากสมองถูกกระตุ้นแล้ว จะเกิดกระแสไฟฟ้าวิ่งไปตามผิวของสมองอย่างช้าๆ (ทำเกิดอาการการเตือนขึ้นมา) กระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การไหลเวียนของเลือดในสมองเปลี่ยนแปลงไป และยังไปกระตุ้นเส้นประสาทสมอง ทำให้เกิดการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด มีผลทำให้หลอดเลือดสมองเกิดการขยายตัวและเกิดการอักเสบขึ้น เป็นผลทำให้มีอาการปวดศีรษะในที่สุด

อาการปวดศีรษะไมเกรนสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without aura) และไมเกรนที่มีอาการเตือน (Migraine with aura) ซึ่งอาการเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ การมองเห็นผิดปกติ โดยจะเห็นแสงเป็นเส้นซิกแซกคล้ายฟันเลื่อย อาจจะมีหรือไม่มีสี หรือเห็นภาพมืดไปเป็นบางส่วน หรือมองเห็นภาพไม่ชัด หลับตาแล้วยังเห็นได้อยู่ หรือเห็นภาพบิดเบี้ยว ซึ่งอาการผิดปกติของการมองเห็นจะเคลื่อนที่อย่างช้าๆ อาการเตือนอื่นๆ เช่น อาการชาที่มือ-แขน หรือชารอบปาก, ไม่สามารถพูดได้ชั่วคราวหรือนึกชื่อไม่ออก, หรือมีอาการอ่อนแรงของแขน-ขาซีกหนึ่งของร่างกาย เป็นต้น

ในผู้ป่วยบางรายจะพบว่ามีสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนขึ้นมา เช่น ภาวะเครียด, การอดนอน, การนอนและตื่นที่ไม่เป็นเวลา, ช่วงที่เป็นประจำเดือน, กลิ่นหรือควัน, การเปลี่ยนแปลงของอากาศ หรือ ความร้อน, แสงแดด, อาหารบางชนิด (อาหารหมักดอง, ชีส, ไวน์) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรสังเกตและพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้น โดยเฉพาะการรับประทานอาหารให้ตรงเวลาเป็นสิ่งสำคัญ การอดอาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ จากการศึกษาพบว่าการอดอาหารเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้ 40-57% เชื่อว่ากลไกน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง หรือเกิดจากการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด อาหารและเครื่องดื่มส่วนมากจะออกฤทธิ์กระตุ้นอาการปวดศีรษะที่บริเวณเส้นเลือดของเยื่อหุ้มสมองส่วนนอก หรือที่เส้นประสาทคู่ที่ 5 ส่วนปลาย อาจมีสารในอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิดที่ซึมผ่านเข้าไปออกฤทธิ์กระตุ้นอาการปวดศีรษะในสมองได้โดยตรง

กลุ่มอาหารที่กระตุ้นอาการปวดศีรษะ

การทราบถึงอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหนี่ยวนำที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะในผู้ป่วยไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์ (29-35%), คาเฟอีน (14%), ชีส (9-18%), ผงชูรส (12%) เป็นต้น

1. สารไทรามีน (Tyramine)

พบเป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม (Aged cheese), ปลารมควัน, เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ, ของหมักดอง, อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์, เบียร์ เป็นต้น ผู้ที่มีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

2. สารแอสปาแตม (Aspartame)

เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180 – 200 เท่า ถึงแม้จะไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้

3. ผงชูรส (Monosodium glutamate; MSG)

เป็นสารปรุงแต่งรสชาติอาหารที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ใช้ในอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน กลไกการกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะอาจมาจาก การกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิด หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด

4. ไนเตรต และไนไตรท์ (Nitrates and Nitrites)

เป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน หลังจากรับประทานอาหารที่มีสารดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในทันที หรืออาจจะใช้เวลานานกว่านั้น เป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมงก็ได้ กลไกการกระตุ้นให้ปวดศีรษะอาจเกิดจากสารดังกล่าวไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารไนตริกออกไซด์หรือสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวชนิดอื่นๆ ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของโซเดียม ไนไตรท์, โซเดียม ไนเตรต, โพแทสเซียม ไนไตรท์ และ โพแทสเซียม ไนเตรต

5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcohol)

โดยเฉพาะในไวน์แดง พบเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย อาจจะทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้ สาเหตุเกิดจากไวน์มีส่วนประกอบของไทรามีน, ซัลไฟท์, ฮีสตามีน, ฟลาโวนอย ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

อาการปวดศีรษะหลังรับประทานแอลกอฮอลล์ (Alcohol hangover headache) สามารถเกิดได้บ่อย ซึ่งอาจรวมถึงอาการ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ใจสั่น หงุดหงิด สมาธิแย่ลง อาการปวดศีรษะดังกล่าวมักจะเกิดในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากการรับประทาน แอลกอฮอล์เมื่อร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงและสามารถมีอาการดังกล่าว ยาวนานถึง 24 ชั่วโมงจนกว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะหมดไป

6. คาเฟอีน

เป็นสารที่พบในกาแฟ ชา โซดา และช็อคโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของสารนี้ คาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป โดยปกติจะพบในน้ำอัดลม 115 มิลลิกรัม คาเฟอีนในขนาด 50 – 300 มิลลิกรัมมีผลทำให้ร่างกายตื่นตัว หากมากว่า 300 มิลลิกรัมจะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด คาเฟอีนสามารถกระตุ้นให้ปวดศีรษะและยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะ แนะนำให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม, อาหาร หรือยาที่มีส่วนประกอบของคาเฟอีน

คุณหมอกีรติกร ทิ้งท้ายว่าการดูแลตนเองของคนทั่วไปให้ห่างไกลจากอาการปวดศีรษะสามารถทำได้ไม่ยาก โดยอย่างแรกควรสังเกตและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และตรงตามเวลาทุกวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมจนเกินไป งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke) งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ, ชา, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มชูกำลัง และถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรงมากขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที เท่านี้ก็สามารถบอกลา…ไมกรนตัวร้ายได้แล้ว

ฝ้า กระ รักษาให้หายได้

May 4th, 2012 - 

การที่มีดวงสีน้ำตาลเข้มๆ บนแก้ม เป็นฝ้าหรือเป็นกระ จะใช้ครีมอะไรทาให้จางลงและรักษาให้หายได้อย่างไร

ทั้งฝ้าและกระเป็นปัญหาคู่กับผู้หญิง ผู้หญิงทุกคนก็อยากมีผิวขาวใส ไร้ฝ้าและกระแต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างได้แก่ แสงแดด ความร้อน ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง และกรรมพันธุ์ ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีถูกกระตุ้น ทำให้เซลล์เม็ดสีถูกกระตุ้น สร้างเม็ดสีออกมามาก สะสมอยู่ใต้ผิว นานวันเข้าจึงเกิดเป็นรอยฝ้า หรือกระได้

ซึ่งการที่จะวินิจฉัยว่าคุณจะเป็นฝ้าหรือกระนั้นควรไปพบแพทย์

ลักษณะของฝ้ากับกระต่างกันอธิบายได้ดังนี้

ฝ้า

จะมีลักษณะเป็นปื้นๆหรือเป็นแผ่น สีน้ำตาลเข้มหรือเทาเข้ม มักเป็นบริเวณโหนกแก้ม

กระ

จะมีลักษณะเป็นจุด หรือ ดวงเล็กๆ สีน้ำตาลขึ้นที่แก้ม ถ้าอยู่ลึกจะเป็นสีอมเทา เรียกว่ากระลึก

การใช้ยาและครีมไวท์เทนนิ้งในการลดริ้วรอยจากจากกระและฝ้า แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

กลุ่มสารไฮโดรควิโนน ลดรอยฝ้ากระได้ดี มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในผิว และป้องกันการสร้างเม็ดสีใหม่ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

กลุ่มสารไม่มีไฮโดรควิโนน มีฤทธิ์อ่อนส่วนใหญ่มีส่วนผสมสารสกัดจากพืชและผลไม้ เช่น สารสกัดจากบัลเบอร์รี่ (Mulberry Extract) สารสกัดจากเปลือกสน วิตามินซี วิตามินเอ และบีเป็นต้น แต่มีฤทธิ์อ่อน เห็นผลได้ช้า จะช่วยได้เฉพาะรอยฝ้าและกระที่อยู่ตื้นๆ เท่านั้น ครีมไวเทนนิ่งในกลุ่มนี้หาได้ตามร้านขายยาและเคาน์เตอร์เครื่องสำอางคาบ
การรักษาด้วยยาและครีมไวเทนนิ่ง อาจจะยังไม่พอ หมอผิวหนังมีการแนะนำใช้เทคโนโลยีหรือ ทรีตเม้นต์ต่างๆเข้ามาช่วยในการรักษาและให้เห็นผลเร็วขึ้น ส่วนการเลือกใช้เครื่องมือในปัจจุบันก็ขึ้นอยู่กับระดับปัญหาของคุณด้วย

ยกตัวอย่างการรักษาเช่น

เลเซอร์ลดจำนวนเซลล์สร้างเม็ดสี  มีความยาวของคลื่นลงไปลึกช่วยลดเซลล์สร้างเม็ดสีได้ จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องเม็ดสีส่วนเกินสาเหตุของฝ้ากระได้ตรงจุด

เลเซอร์ลดเม็ดสี  จะช่วยทำลายหรือลดเม็ดสีเฉพาะเจาะจงแต่กับเม็ดสีที่ผิดปกติหรือมากเกินไป จึงช่วยทำให้รอยฝ้า กระจางลง สีผิวสว่างขึ้นโดยไม่ทำให้เกิดแผลและรอยด่างดำตามมา หลังทำ คนไข้ไม่ต้องหลบแดดสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ไอพีแอล (IPL-Intense Pulse Linght)  ไม่ใช่เลเซอร์ แต่เป็นแสงที่มีความเข้มข้นสูง ยิงลงไปทำให้เม็ดสีดูดซับแสงเอาไว้และแตกกระจาย ทำให้รอยฝ้ารอยกระจางลง เหมาะสำหรับฝ้ากับกระตื้นๆ เท่านั้น ถ้าเป็นฝ้า กระ แบบลึกใช้ไม่ได้ผลครับ

ทรีตเม้นท์ผลัดผิว  ได้แก่ การผลัดผิวด้วยละอองน้ำ การกรอผิวด้วยผงคริสตัล การผลัดผิวด้วยสารเคมีอย่างอ่อนๆ ทรีตเม้นท์เหล่านี้คุณหมออาจจะเลือกใช้เพื่อเสริมในการรักษาให้เห็นผลเร็วขึ้นเท่านั้น

ทรีตเม้นท์ซ่อมแซมเซลล์ผิว  คือ การใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟู บำรุงผิว ผิวคล้ำเสียจากการถูกแดดทำลายกลับมาแข็งแรงอีกครั้งเป็นขั้นตอนที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิว ป้องกันการเกิดฝ้าใหม่ได้ครับ

อย่างไรก็ตามจะรักษาฝ้า กระให้ได้ผลดี คุณต้องหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยเสี่ยง แสงแดด ความร้อน การใช้ฮอร์โมน ยาบางชนิด การรักษาถึงได้ผลก็จริงแต่การป้องกันนั้นก็สำคัญไม่แพ้กันครับ

เคล็ดลับ หน้าเต่งตึง กับ น้ำทับทิมสด

April 24th, 2012 - 
Tags:
, ,

pomegranate juice

 

.อากาศหนาวๆ เย็นๆ แบบนี้ คุณสาวๆ หลายคน คงจะเจอกับปัญหาเรื่องผิวพรรณกันใช่มั้ยล่ะคะ การใช้ครีมบำรุงผิว เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สาวๆ สมัยนี้เลือกใช้กันเป็นประจำ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและยาวนานหรอกค่ะ สุขภาพผิวที่ดี อ่อนวัย หน้าเต่งตึง ต้องดูแลให้ดีมาจากภายในค่ะ

…..อย่ามัวช้า เพราะวันนี้ women.mthai จะขอแนะนำ เคล็ดลับ ดูแลผิวจากน้ำผลไม้ ที่สาวๆ หลายคนมองข้ามคุณประโยชน์ไป น้ำทับทิม สีแดงๆ สดๆ เนี่ยแหละค่ะ ที่จะช่วยทำให้สุขภาพผิวของคุณดีขึ้นได้ อยากรู้แล้วใช่มั้ยล่ะคะว่าจะดีขึ้นได้ยังไง ไปดูกันเลยค่ะ

…..icon  ทับทิม เป็นผลไม้มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน น้ำคั้นจากเมล็ดทับทิมมีกลิ่นหอมชวนดื่ม ประกอบด้วยน้ำตาลและกรดที่เป็นประโยชน์ รวมถึงวิตามินเอ ซี อี ธาตุเหล็ก แคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งเป็นธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ

…..icon  ทับทิม ถูกใช้เป็นยาพื้นบ้านที่มีมาแต่โบราณ อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า ทับทิมผลน้อยๆ ที่เราเห็นกัน จะมีประโยชน์เพียงแค่เมล็ดสีแดงด้านในนะคะ เพราะไม่ว่าจะเป็นเปลือกหรือใบของทับทิม ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งนั้นค่ะ อย่างเช่น การนำเอาน้ำต้มเปลือกทับทิมมาใช้แก้อาการเจ็บคอ หรือจะเป็นการทำยาพอก ที่ได้จากใบ นำมาใช้พอกหนังศีรษะลดอาการผมร่วง ส่วนน้ำคั้นเมล็ดทับทิมที่หลายๆ คนเห็นอยู่บ่อยๆ ก็ใช้ลดความร้อนในร่างกายได้

…..icon  แล้วคุณสาวๆ ทราบมั้ยคะว่า การที่คุณได้ดื่มน้ำคั้นจากทับทิมสดๆ วันละแก้ว จะสามารถช่วยทำให้ร่างกายได้รับการส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการแข็งของหลอดเลือดแดง และมีสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้นได้

…..icon  นอกจากนี้ ประโยชน์ที่สาวๆ หลายคนมักจะมองหาจากน้ำผักผลไม้ต่างๆ ก็คงนี้ไม่พ้น ประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งแน่นอนค่ะว่า น้ำทับทิม ก็มีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีมากเช่นกัน สามารถช่วยป้องกันผิวจากการทำลายของรังสีอัลตราไวโอเลต อีกทั้งยังช่วยเสริมสุขภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นนอกได้อีกด้วย ซึ่งแพทย์ที่สหรัฐอเมริกาเห็นด้วยว่า น้ำทับทิม สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกินอาหาร เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายได้ค่ะ

…..icon  น้ำทับทิม มีคุณสมบัติที่ช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณสาวๆ เต่งตึงได้ เพียงแค่ใช้น้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชาทาลงไปบนใบหน้า ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำแบบนี้เป็นประจำ ผิวหน้าของคุณสาวๆ ก็จะค่อยๆ ตึงกระชับ อ่อนวัยมากขึ้นค่ะ

…..คุณสาวๆ ลองนำเอา เคล็ดลับบำรุงผิว บำรุงสุขภาพ แบบไม่ต้องเจ็บตัว แบบนี้ไปใช้กันนะคะ วิธีง่ายๆ แถมยังช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วยนะคะ

ชาเขียว พร้อมดื่ม อันตรายใกล้ตัว

April 24th, 2012 - 
Tags:
, ,

green tea

 

..สาวๆ  หลายคน คงมี เครื่องดื่ม ที่โปรดปรานกันอยู่ใช่มั้ยคะ แล้วเครื่องดื่มแบบไหนกันบ้างเอ่ย ที่คุณสาวๆ เลือกหยิบขึ้นมาดื่มบ่อยมากที่สุด อย่าเพิ่งรีบร้อนค่ะ วางเครื่องดื่มสุดโปรดของคุณลงก่อน แล้วมาดูผลการสำรวจปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปกันก่อนค่ะ แล้วคุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะคะ

…..มีผลการสำรวจจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ได้ทำการศึกษาและพบว่า น้ำอัดลม ของหวานโปรดปรานของใครหลายๆ คนนั้น มีปริมาณน้ำตาลโดยเฉลี่ย 13 ช้อนชาต่อ 1 ขวด ยังค่ะยังไม่หมดเพียงแค่น้ำอัดลม เพราะในเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม จำพวกผสมน้ำผึ้ง ก็มีปริมาณน้ำตาลไม่น้อยเลยนะคะ 1 ขวดเฉลี่ยแล้ว 13.75 ช้อนชามากกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมอีกนะคะเนี่ย ส่วน ชาเขียวพร้อมดื่ม ที่ผสมน้ำตาลจะมีน้ำตาล โดยเฉลี่ย 15.6 ช้อนชา นี่อาจจะเป็นเครื่องดื่มที่ใครหลายๆ คน เลือกดื่มเพื่อดับกระหายกัน

…..แต่คุณสาวๆ ทราบมั้ยคะว่า ร่างกายของคนเรา ไม่สามารถเผาผลาญปริมาณน้ำตาลได้หมดในทีเดียว เพราะร่างกายของเรา จะเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย เพียงแค่ 6 ช้อนชา ต่อวันเท่านั้นค่ะ

…..รู้แบบนี้แล้ว ก่อนที่คุณจะเลือกหยิบเครื่องดื่มมาบริโภค ก็ควรใส่ใจสุขภาพ ด้วยการพลิกดูฉลากสินค้า หรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีน และน้ำตาลเกินมาตรฐานค่ะ หรือเลือกดื่ม ชาเขียว หรือเครื่องดื่มที่ชงสดๆ ใหม่ๆ ไม่ผสมคาเฟอีนหรือน้ำตาล ในปริมาณที่มากเกินไปจะดีกว่าค่ะ ดูแลร่างกายให้สดชื่นได้ แบบไม่ต้องเสียสุขภาพกันดีกว่านะคะ

เชอร์รี่ ผลไม้เพิ่มความสุข

April 24th, 2012 - 
Tags:
, ,

 

…สาวๆ รู้หรือไม่ว่า เชอร์รี่ 
ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานซึ่งอุดมไปด้วย
วิตามินซีที่มีมากกว่าส้มถึง 
30-80 เท่านั้น นอกจาก
จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอ
ความแก่ และช่วยต้านอนุมูล-
อิสระแล้ว 
เชอร์รี่ยังมีคุณสมบัติ
ช่วยให้สาวๆ ทั้งหลายอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย

……….จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผล
จะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) 
ซึ่งเป็นเม็ดสีใน เชอร์รี่ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ทำให้คนกินมีความสุข 
ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียก เชอร์รี่ ว่าเป็น แอสไพรินธรรมชาติถ้าเวลาใดที่สาวๆ รู้สึกเครียดหรือเกิดอาการซึมเศร้าก็ลองเปลี่ยนจากการกินยารักษา มาใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการกินเชอร์รี่นะคะ