เทคนิคดีๆ ในการใช้เจลแต่งผม

January 30th, 2012 - 

  • ช่วยให้มวยหรือหางม้าดูมันวับ : หลังตากไดร์ผมให้เหยียดตรงเสร็จแล้ว ก็ทาเจลแบบที่มีแรงยึดเกาะมากๆ ลงบนเส้นผมตั้งแต่โคนถึงปลาย ก่อนที่จะรวบไปมัดเป็นหางม้าเอาไว้ หรือจะบิดขึ้นไปมัดเป็นมวยเอาไว้ก็ได้ การทาเจลลงบนเส้นผมที่แห้งดีแล้วนั้น จะช่วยเพิ่มความมันวับได้เป็นพิเศษ
  • ช่วยกำราบผมชี้ฟู : การผสมเจลแต่งผมเข้ากับครีมแต่งผม จะช่วยกำราบเส้นผมชี้ฟูได้ดีกว่าใช้เจลหรือครีมเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าใช้แบบที่เป็นครีมอย่างเดียว ก็จะทำให้เส้นผมลีบแบนลงมา และถ้าใช้เจลอย่างเดียวก็อาจจับตัวแข็ง และเกิดเป็นคราบขาวๆ ได้
  • ช่วยยืดผมให้เหยียดตรง: ถ้าคุณมีเส้นผมหนาๆ การใช้เจลยืดผมแบบที่ยืดหยุ่นได้ดีนั้นจะช่วยคุณได้มาก โดยใช้ก่อนไดร์ผมด้วยแปรงกลม ถ้าเลือกใช้แบบที่มีส่วนผสมของซิลิโคนด้วยก็ยิ่งดี แต่ควรใช้ในปริมาณน้อยๆ

เคล็ดลับแปลกๆ แต่เวิร์ก

January 30th, 2012 - 

นี่เป็นเคล็ดลับความงามที่อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ…แต่มันใช้ได้ผลจริงๆ นะ

  • ดัดผมด้วยสเปรย์รีดผ้า : โดยฉีดสเปรย์รีดผ้าเรียบลงไปบนบริเวณปลายผมบางๆ ก่อนจะใช้คีมม้วนผมไฟฟ้าม้วนให้เป็นลอน
  • ซ่อมเล็บด้วยถุงชา : ถ้าคุณเกิดเล็บหักหรือฉีกเวลอยู่ข้างนอก แล้วต้องการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน ก็แค่ฉีกถุงชาเป็นชิ้นเล็กแล้วทากาวอะไรก็ได้ จากนั้น นำมาแปะไว้ใต้เล็บ
  • เขียนตาด้วยอัลมอนด์ : โดยเผาเม็ดอัลมอนด์ให้ไหม้ จากนั้น นำขี้เถ้าสีดำๆ มาทำเป็นอายไลเนอร์ น้ำมันจากอัลมอนด์จะทำให้ขี้เถ้าสีดำนั้นติดตรึงอยู่บนผิวได้เป็นอย่างดี
  • แก้ปัญหาอายไลเนอร์ : ถ้าดินสอเขียนตาของคุณมีเนื้อนิ่มจนเกินไป ก็นำไปเข้าช่องแช่แข็งซักครึ่งชั่วโมง ก็จะช่วยให้เขียนตาได้อย่างราบเรียบขึ้น แต่ถ้าดินสอเขียนตาของคุณมีเนื้อแข็งจนเกินไป ก็นำไปเผาไฟประมาณหนึ่งวินาที ก็จะช่วยให้นิ่มลงจนเขียนได้ง่ายขึ้น

 

ขัดผิวด้วยน้ำผึ้งและน้ำมันมะกอก

January 30th, 2012 - 

ส่วนผสม : น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายแดง 1 1/2 ถ้วย

วิธีทำ : เทน้ำมันมะกอกลงในถ้วยสะอาด จากนั้น เติมน้ำผึ้งแล้วจึงค่อยเติมน้ำตาลทรายแดง ใช้ตะเกียบคนให้เข้ากัน เสร็จแล้วไม่ต้องนำไปเข้าตู้เย็น เพราะจะทำให้ส่วนผสมจับตัวแข็งจนนำมาใช้ขัดตัวได้ลำบาก

วิธีใช้ : ล้างหน้าให้สะอาดหมดจด อย่าให้มีคราบเครื่องสำอางเหลือตกค้างอยู่บนผิวหน้า ใช้ช้อนตักส่วนผสมขึ้นมาเป็นก้อนเล็กๆ แล้วทาลงบนใบหน้าให้ทั่ว ขัดผิวหน้าเป็นแนววงกลมให้ทั่วใบหน้า โดยหลีกเลี่ยงผิวบริเวณรอบดวงตา หลังจากขัดผิวหน้าเป็นเวลา 60 วินาที ก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด คุณควรขัดผิวหน้าแบบนี้ในช่วงกลางคืน และควรทำแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอ

“ปากแห้ง” ใครว่าเรื่องเล็ก

January 30th, 2012 - 

เรื่องริมฝีปากอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ บนใบหน้าของคุณ แต่คุณลองนึกภาพริมฝีปากที่แห้ง ลอกเป็นขุย เป็นแผ่น ดูขาดความชุ่มชื่นและเต่งตึง มีรอยแตก ที่มีเลือดซิบๆ อยู่ หรือเป็นริมฝีปากที่เป็นสะเก็ดรอยดำๆ ดูหมองคล้ำไม่สดใส คุณคิดว่าริมฝีปากแบบนี้จะริดรอนความมั่นใจของคุณได้มากแค่ไหน

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ริมฝีปากแห้งและแตก หลายคนทราบกันดีว่าสาเหตุเกิดจากร่างกายขาดความชุ่มชื่นอันเกิดจากริมฝีปากไม่มีต่อมไขมันช่วยสร้างน้ำมันเพื่อปกป้องเหมือนกับผิวหนังส่วนอื่นๆ ทั้งยังต้องสัมผัสกับอาหาร ตลอดจนสารเคมีต่างๆ หรืออาจจะรับประทานยาที่มีฤทธิ์ทำให้ริมฝีปากแห้ง ซึ่งนอกจากความมั่นใจที่หายไปของคุณ “ปากแห้ง” ยังเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ด้วย เช่น เชื้อราในช่องปาก ฟันผุ หรือโรคเหงือก เพราะฉะนั้นการดูแลปากของคุณให้สวยอิ่มเอิบ และดูชุ่มชื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม

สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ปากแห้ง

1. การดื่มน้ำน้อยเกินไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่สุด เพราะร่างกายต้องได้รับน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากที่สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงได้ง่าย จึงต้องคอยดื่มน้ำเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของร่างกายอยู่เสมอ

2. สภาพแวดล้อมโดยรอบ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป ทั้งเรื่องของลม ฟ้า อากาศ และแสงแดด ต่างก็มีผลต่อริมฝีผากของคุณ เช่น อากาศที่มีอุณหภูมิสูงบวกกับลมที่พัดแรง ก็มีผลทำให้ริมฝีปากของคุณขาดความชุ่มชื่น หรืออากาศที่หนาวและแห้งจนเกินไปก็ทำให้ปากแห้งได้เช่นเดียวกัน แม้แต่สภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างเช่น คนที่ทำงานอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศก็จะมีโอกาสที่ปากจะแห้งมากกว่าคนที่ทำงานในห้องอุณหภูมิปกติ ส่วนแสงแดดนั้น หากริมฝีปากถูกแสงแดดเป็นเวลานาน รังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวบริเวณริมฝีปากแตกได้

3. ผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสริมฝีปากบางชนิด อาทิ ลิปสติกและลิปบาล์ม ที่มีสารทำให้ปากแห้ง โดยเฉพาะลิปบาล์ม ที่เป็นตัวดูดความชุ่มชื้นของริมฝีปาก หรืออาจจะเป็นพวกยาต่างๆ เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก หรือยาจำพวกความดันที่มีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง

4. อาการแพ้ต่างๆ ที่เห็นกันบ่อยคือ แพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟลูออไรด์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5. อาการผิดปกติของร่างกาย อาทิเช่น อาการขาดวิตามินบี หรือจะเป็นอาการร้อนใน ซึ่งอาการของความผิดปกติเหล่านี้ คือ ปากแห้ง

6. การเลียริมฝีปาก วิธีนี้อาจทำให้รู้สึกว่าริมฝีปากหายแห้งได้ (ชั่วคราว) แต่เมื่อความชื้นจากน้ำลายระเหยไปหมด ริมฝีปากจะแห้งมากขึ้น เพราะเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารในน้ำลายจะยิ่งรบกวนริมฝีปากให้แห้งมากยิ่งขึ้น

แก้ปัญหาริมฝีปากด้วยวิธีธรรมชาติ

1. ดื่มน้ำให้พอเพียง เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความชุ่มชื่นในร่างกาย เพราะฉะนั้นยิ่งดื่มน้ำมากเท่าไหร่ ร่างกายของคุณก็จะยิ่งชุ่มชื่นมากเท่านั้น

2. หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่ผลต่อริมฝีปากของคุณ เช่น หากเป็นแสงแดดก็ให้เรากางร่ม หรือใส่หมวก เพื่อปกป้องการถูกแสงแดดโดยตรง หรือหากคุณอยู่ในบริเวณที่มีอากาศแห้งมาก เช่น ห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ให้คุณวางภาชนะใส่น้ำไว้ใกล้ๆ ตัวเพื่อให้อากาศรอบตัวคุณมีความชุ่มชื่น

3. ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อริมฝีปากคุณ เช่น ลิปสติก ให้เลือกใช้สีอ่อนๆ เพราะปริมาณเม็ดสีจะน้อยกว่าแบบสีเข้ม ส่วนลิปบาล์มนั้นอย่าทาเป็นประจำ ให้ทาตอนปากแห้งแตกจริงๆ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ยาสีฟัน แนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่เป็นสมุนไพร ฟองน้อย

4. รับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี อย่างเช่น ธัญพืชไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว เช่น ผักโขม บร็อกโคลี คะน้า และถั่วเปลือกแข็ง เช่น พวกเมล็ดอัลมอนด์ ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์

การดูแลริมฝีปากของคุณ ทำให้คุณสวยดูดีมากกว่าที่คุณคิดแน่นอน เชื่อเถอะว่าผู้ชายเกือบทุกคนไม่ปรารถนาผู้หญิงที่มีริมฝีปากแห้ง แตกเป็นขุยแน่นอน เพราะฉะนั้นการรักษาริมฝีปากของคุณให้ดูสวยและชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลามันทำให้คุณดูสวยมากขึ้นแน่นอน

ปัญหาผิวรอบดวงตาของคุณผู้ชายแก้ง่ายๆ ด้วยวิธีต่อไปนี้

January 30th, 2012 - 

รู้ไหม…ผิวรอบดวงตาคนเราบอบบางกว่าผิวบริเวณอื่นๆ ถึง 8 เท่า แถมเป็นโซนอันตรายที่เกิดริ้วรอยง่ายและเหี่ยวย่นไว ถ้าไม่ดูแลดีๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลผิวรอบดวงตาแต่เนิ่นๆ เดี๋ยวแก่ตัวไป ริ้วรอยโผล่ก่อนวัยอันสมควร แล้วจะมานั่งเสียใจทีภายหลัง ถ้าผิวรอบดวงตาบอบบางมาก แปลว่าเราไม่ควรยุ่งกับมันมากใช่ไหม ? คำตอบคือ “ไม่ใช่” ยิ่งผิวรอบดวงตาบอบบางกว่าผิวบริเวณอื่นๆมาก เราจึงต้องยิ่งดูแลผิวบริเวณนี้เป็นพิเศษ ด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เฉพาะที่มีส่วนผสมพอเหมาะ ไม่แรงจนเกินไป เพราะบริเวณนี้เป็นจุดที่ฉุดความหล่อได้ง่ายที่สุด เนื่องจากเป็นจุดที่เกิดริ้วรอยแห่งวัยและคล้ำง่าย แถมสังเกตเห็นได้ชัดอีกด้วย เราจึงควรบรรจุการดูแลผิวรอบดวงตาเข้าไว้เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน จะได้มีตาปิ๊งๆไว้เหล่คนนั้นและจ้องตาคนนี้ไปอีกนานๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรอบดวงตานั้น แนะนำให้ใช้อายครีมจะดีที่สุด เพราะเนื้อครีมจะละเอียดนุ่มนวล เหมาะกับการดูแลผิวบอบบางรอบดวงตา แถมยังมีความเข้มข้นสูง ทำให้บำรุงผิวบริเวณนี้ได้ดี นอกจากนั้นยังสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว เพราะไม่ว่าผิวแบบไหนรอบดวงตาของทุกคนนั้นก็บอบบางและต้องการการดูแลมากพอๆกัน DIY : Do it Yourself บำรุงผิวรอบดวงตา ขั้นตอน 1. ใช้นิ้วก้อยหรือนิ้วนางแตะอายครีมแล้วนำไปแตะบริเวณรอบๆ ดวงตาทั้งสองข้าง 2. หลับตาแล้วใช้นิ้วก้อยหรือนิ้วนางเกลี่ยครีมให้รอบบริเวณดวงตา พร้อมกับนวดเบาๆ จากหัวตาไปยังหางตาตามภาพ 3. ทำแบบนี้สัก 1-2 นาที จนเนื้อครีมซึมเข้าสู่ผิวรอบดวงตาจนหมด Egg & Eye จำไว้แม่นๆเลยว่า การทาอายครีมนั้น ควรกินบริเวณรอบดวงตากว้างพอๆ กับฟองไข่ไก่ เพราะบริเวณทั้งหมดนี้มีผิวที่บอบบางที่สุด อ้อ! ขอแนะนำให้เน้นที่ปลายหางตาเป็นพิเศษเพื่อสกัดรอยตีนกาด้วยกลเม็ดเผด็จศึกแพนด้ากับปลาทองแพนด้า ขอบตาคล้ำ ช้ำเป็นวง ปลาทอง ตาบวมตุ่ยกลมโต ลืมตาไม่ขึ้น X DDT : Don’t Do That! ไม่อยากให้แพนด้าถามหา…อย่าทำ – ดูบอลจนดึกดื่นแบบทุกคืนทุกแมตซ์ติดๆ – โหมงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อโบนัสจนไม่ได้พักผ่อน – ท่องราตรียันเช้าถี่ยิบ – นอนดึกตื่นเช้าเป็นกิจวัตร – จ้องคอมพ์เช้ายันค่ำแบบไม่มีขยับตัว – ขยี้ตาแรงๆบ่อยๆ ไม่อยากให้ปลาทองตีซี้…อย่าทำ – อกหัก รักร้าว เหงาทรวงทีไร เป็นต้องเสียใจร้องไห้ฟูมฟายทุกที – นอนทั้งวัน – ตาแดงแล้วปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ยอมไปหาหมอ – ปีนี้ยังไม่เคยซักปลอกหมอนหรือผ้าปูที่นอนเลย DIY : Do It Yourself! วิธีบอกลาหมีแพนด้า เตรียมอุปกรณ์ 1. ช้อนชา 2. ตู้เย็น หรือ น้ำแข็ง 3. กระดาษทิชชู หรือผ้าบางๆ 4. สเปรย์น้ำแร่ ( ถ้าไม่มี ยืมพี่สาวหรือแฟนมาใช้ก็ได้ ) 5. อายครีม วิธีทำ 1. นำช้อนชาไปแช่ช่องฟรีซหรือน้ำแข็งประมาณ 1 ชั่วโมง 2. นำกระดาษทิชชูหรือผ้าบางๆ วางบนดวงตา 3. นำช้อนชาเย็นเจี๊ยบที่แช่ไว้มาวางครอบบนดวงตา โดยเอาด้านหลุมช้อนแนบกับดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ( นานกว่านั้นแทนที่ตาจะหายช้ำ อาจจะช้ำยิ่งขึ้น ) 4. ใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดบริเวณรอบดวงตา ( ถ้ามี ) 5. ทาอายครีมบำรุงรอบดวงตาเพื่อให้ผิวฟื้นตัวเร็วขึ้น X DDT : Don’t Do That! – ใช้ช้อนโต๊ะสำหรับกินข้าวหรือตักแกง – ไม่แนะนำ เพราะมีขนาดใหญ่เกินไป ผิวช้อนจะไม่สัมผัสตา – ใช้ช้อนขนาดเล็กเกินไป – ไม่แนะนำ เพราะพื้นที่สัมผัสจะกินวงไม่กว้างพอ – ใช้ท้องช้อน ( บริเวณหลังช้อนที่นูนๆ ) ที่เย็นจัดสัมผัสกับเปลือกตาโดยตรง – ไม่แนะนำ เพราะเย็นเกินไปสำหรับตา – ใช้ช้อนที่เพิ่งตักแกงเผ็ดเป็ดย่างมาหมาดๆ และยังไม่ได้ล้าง – ไม่แนะนำ เพราะเผ็ดเกินไป อาจทำให้มีน้ำตาได้ DIY : Do It Yourself วิธีบอกลาปลาทอง เตรียมอุปกรณ์ ถุงชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ วิธีทำ 1. นำถุงชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ วางทิ้งไว้จนจับแล้วรู้สึกอุ่น พอดี ไม่ร้อนเกินไป 2. บีบน้ำออกให้หมาดแล้ววางทาบไว้ที่ตาได้เลย ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ( นานกว่านั้นตาอาจบวมยิ่งขึ้น ) X DDT : Don’t Do That! – ใช้ถุงน้ำชาที่ร้อนเกินไป – มันก็จะร้อนเกินไปน่ะสิ – บีบน้ำชาในถุงจนแห้ง – เพราะน้ำชาที่ซึมออกมาจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและมีสารช่วยบำรุงสายตาได้ด้วย – แกะใบชามาโปะตาโดยตรง – จะซนทำไมให้มันเลอะเทอะเล่า…วุ้ย ถ้ามีขี้ตา อย่าใช้มือที่สกปรกแคะออก เพราะอาจเป็นบ่อเกิดของโรค และทำให้เลอะเทอะไปกันใหญ่ได้ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษทิชชูหรือคอตต้อนบัดชุบน้ำหมาด ๆ เขี่ยออกดีกว่า

เทคนิคการเปลี่ยนแสกผม

January 30th, 2012 - 

สาวๆ หลายคนอาจเคยพยายามที่จะเปลี่ยนแสกผมใหม่ แต่หวียังไงๆ เส้นผมก็ไม่ยอมเปลี่ยนแสกตามที่ใจต้องการซะที

นั่นเป็นเพราะเส้นผมถูกฝึกให้ตกไปตามแสกนั้นจนชิน คุณต้องฝึกเส้นผมซะใหม่ โดยก่อนเข้านอนก็ทำเส้นผมให้เปียก แล้วทาเจลลงบนโคนผม จากนั้นก็หวีแสกตามต้องการ

แล้วรวบไปมัดเป็นหางม้าเอาไว้ ทำอย่างนี้ซักสองสามวัน คุณก็จะได้รอยแสกผมใหม่ตามต้องการอย่างแน่นอน

วิธีล้างรถ

January 25th, 2012 - 

สำหรับมือใหม่และมือเก่าที่อยากปรับและเพิ่มพูนวิธีการล้างรถด้วยตัวเอง)
เนื่องจากมีเพื่อนๆ แนะนำมาว่าอยากให้มีห้องนี้เกิดขึ้น ทาง CG เองก็ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่า ต้องมีห้องแบบนี้สำหรับมือใหม่ๆ ด้วย
อ่ะ…เริ่มกันเลยดีกว่า เพราะเนื้อหาต่อไปนี้จะยาว แต่เข้าใจง่าย (เขียนโดยประสบการณ์ตรงไม่มีเปิดตำราที่ไหนแน่นอน)

CG Step 1 >> วิธีล้างรถ และ เช็ดรถแบบแห้งสนิท
น้ำยาและอุปกรณ์
- ถังน้ำล้างรถ 1 ใบ
- Citrus wash Shampoo
- Wash Bone หรือ Wash Mitt สำหรับล้างตัวถังรถ
- ผ้าเช็ดแห้ง Waffle weave หรือ Miracle Dry
- ผ้าไมโครไฟเบอร์ Fluffler Microfiber 3 ผืน
- Speed Wipe Spray wax (ผสมน้ำ 1:4) หรือ Pro Detailer (ผสมน้ำ 1:4)
- wheel and rim cleaner spray สำหรับล้างล้อแม็กและยางรถ
- Wash Blue ถุงมือสำหรับล้างล้อและล้อแม็ก
- น้ำยาเคลือบยาง Gel Tire หรือ Blue Guard หรือ Extreme Shine
- ฟองน้ำสีดำสำหรับไว้เคลือบยางรถ
- ที่เป่าแห้ง AIR BLOWER (ไม่มีไม่เป็นไรครับ)
- เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ไม่มีก็ใช้สายยางปรกติได้ครับ)

วิธีการทั้งหมด ปรับเปลี่ยนตามแต่ละบุคคลได้ครับ (เขียนจากประสบการณ์จริง ทำตามนี้ไม่มีรอยขนแมวซักตัว)

ขั้นตอนการล้าง
1) ล้างรถในที่ร่ม หรือล้างรถช่วงเช้า ไม่ควรล้างในที่ที่โดนแดด
2) ฉีดน้ำด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง หรือ ไม่มีก็สายยางปรกติ ไล่เอาคราบโคลน ทราย ที่เกาะติดออกให้หมด
ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเยอะ ให้เอามือเปล่าๆ ลูบเบาตรงคราบโคลนพร้อมกับฉีดน้ำเปล่าไปด้วย
ถ้าใครมีเครื่องฉีดน้ำ ตอนช่วงนี้มีประโยชน์มากๆ เพราะแทบไม่ต้องใช้มือลูบเลย

3) ใส่ citrus wash shampoo ลงไปในถัง ประมาณ 1 oz (30 ml) ใช้เยอะหน่อยเพราะรถสกปรกมาก ใส่น้ำตีฟองให้ขึ้นมา
4) ใช้ฟองน้ำล้างรถ wash bone หรือถุงมือล้างรถ wash mitt
5) ค่อยๆ ลูบไล้ตัวรถให้ทั่ว โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนหลังคา กระโปรงหน้า ข้างๆ ตัวรถด้านบนข้างซ้ายวนมาถึงกระโปรงหลัง และข้างตัวรถด้านบนขวา
6) ส่วนชายล่าง ลูบเป็นตอนสุดท้าย รอบคัน

7) ใช้ Wheel & Rim Cleaner สเปร์ยลงไปที่ล้อแม็กและยาง ทิ้งไว้ 30 วินาที แล้วใช้ถุงมือ wash blue จัดการทำความสะอาด
8. ฉีดน้ำไล่ฟองออกทั้งคัน และ ล้อรถทั้ง 4 ล้อ

9) เช็ดรถให้แห้งด้วยผ้า Waffle weave หรือ Miracle Dry
(ขึ้นอยู่กับขนาดรถ สำหรับ size รถกลางๆ  กรณีผ้า waffle อาจจะต้องมีบิด 1 ครั้ง ส่วน miracle ไม่ต้องบิดผ้าเลย)

10) ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ Fluffler 2 ผืน กับ Speed wipe หรือ pro detailer เช็ดเก็บงานและหยดน้ำตามซอกรถทั้งคันอีก 1 รอบ
11) อย่าลืมเปิดประตูทั้ง 4 บาน ฝากระโปรงหลัง ฝาน้ำมัน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์  Fluffler ครับ
(ใครมี ที่เป่าแห้ง AIR BLOWER ก็จะสามารถเอาน้ำที่อยู่ตามซอก ต่างๆ เช่น ที่เปิดมือจับประตู กระจกข้าง ส่วนของหน้ารถ และหลังรถ ออกมาได้)
12) ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์อีกผืน เช็ดล้อแม็กและยางให้แห้ง

13) เคลือบยางด้วย Gel Tire หรือ Blue Guard หรือ Extreme shine เพียงสเปร์ยลงไปที่ฟองน้ำสีดำสำหรับลงยางแล้วลูบที่ขอบยางรถให้ทั่วทั้ง 4 เส้น

สุดท้าย เดินเช็คงานเพื่อหาหยดน้ำที่อาจจะมีหลงเหลืออยู่ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับสำหรับขั้นตอนการล้างและเช็ดแห้ง

วิธีดูแลเส้นผม

January 25th, 2012 - 

“ผม” หมาย ถึงเส้นผมที่อยู่บนหนังศีรษะมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสีย ความร้อน และผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อจิตใจของคน ใครที่พบกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ผมหงอก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางใจ เช่น ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้

สาเหตุของปัญหาผม

ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้

แชมพู

ปัจจัย หนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าสารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่ง ให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลผม (รวมถึงรากผม เซลสร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลผิวหนัง เมื่อใช้บ่อยๆจะยิ่ง กระด้าง แห้ง แข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง  และ ทำให้หนังศีรษะมัน มากขึ้นเนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรงและจะชะล้างไขมันตาม ธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) จึงทำให้ร่างกายต้องขับไขมันออกมาชดเชยมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของคนที่หนังศีรษะมันยิ่งสระผมหนังศีรษะก็ยิ่งมัน บางรายเกิดการระคายเคืองเซลผิวชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดเป็น รังแค แต่ ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้  ซึ่งแชมพูประเภทนี้นอกจากจะมีสาร SLS แล้ว ยังผสมสารยับยั้งการเจริญเติบโตที่มากผิดปกติของเซลชั้นหนังกำพร้า แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้อาการที่เป็นก็กลับมาเป็นอีก ทำให้เซลผิวต้องสัมผัสกับสารเคมี และถูกกดการทำงานอยู่ตลอด ทำให้เป็น รังแคเรื้อรัง

ครีมนวดผม/ทรีทเม้นท์หมักผม

สำหรับผู้ที่ชอบให้ผมนิ่มลื่น อาจยังไม่รู้ถึงพิษภัยจากสารกลุ่มซิลิโคน (มักมีชื่อลงท้ายด้วย “thicone”) เช่น ไซเมทธิโคน (Simethicone) ไดเอทธิโคน (Diethicone) หรือ อื่นๆ เป็นสารเคลือบเส้นผมทำให้ผมนิ่มลื่น เป็นมันวาว มีสปริง หวีง่าย แต่จะตกค้าง เคลือบรูเส้นผม เมื่อใช้ต่อเนื่องนานๆจะเกิดการสะสมอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลผมทำงานผิดปกติ การขับของเสีย การดูดซึมสารอาหารลดลง และทำให้ ผมร่วง เมื่อใช้ในระยะยาว

ที่เลี่ยงยากคือ สารเพิ่มฟอง เพิ่มความข้น ตัวฉกาจที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คือ DEA (ได เอทธานอลาไมด์) ซึ่งเกรงกันว่าอาจก่อ มะเร็ง จนในบางประเทศต้องให้ยกเลิกการใช้ สารอีกกลุ่มที่อาจก่อให้เกิด การแพ้ จากการใช้เป็นประจำแต่คนก็ชอบใช้คือ กลิ่นสังเคราะห์หอมๆ  สีสังเคราะห์สวยๆ  และลาโนลิน (Lanolin)

อันตราย ‘เครื่องสำอาง’ ผิดกฎหมาย

January 25th, 2012 - 

เครื่องสำอางค์,เครื่องสำอางค์เกาหลี,ครีมหน้าขาว,หมอจุฬา,ครีมหมอจ

“อยากสวย!!!”

นี่คือปรารถนาสุดยอดในใจของสาวๆ เกือบทั้งโลก ยุคนี้สาวๆ ใจกล้าบางคนพึ่งพามีดคมกริบของหมอศัลยแพทย์ ในขณะที่แทบทุกคนอาศัย “เครื่องสำอาง” ในการตกแต่งใบหน้ารวมถึงผิวพรรณด้วยหลัก “เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อย” ทำให้ตลาดคอสเมติกของโลกขยายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสนอง Supply ให้ทันต่อ Demand ซึ่งนั่นส่งผลให้มีการผลิตเครื่องสำอางออกมานับหมื่นนับแสนชนิด จากทั้งยี่ห้อระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงระดับ “แบกะดิน”

ภญ.พรพรรณ สุนทรธรรม เภสัชกรชำนาญการพิเศษ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ผื่นคันที่ผิวหนัง ไปจนถึงขั้นอักเสบ และในกรณีเครื่องสำอางผิดกฎหมายที่ผสมสารมีพิษลงไปอาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน ถึงขึ้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

“แม้ แต่เครื่องสำอางที่มีการรับรองคุณภาพ หากไม่ถูกกับผิวก็มีโอกาสแพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งในกรณีเครื่องสำอางเถื่อน ไม่ได้มาตรฐาน และมีการผสมสารต้องห้ามผิดกฎหมายลงไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันตรายมากจนชนิดคิดไม่ถึง”

น้ำยาทำสีผม – น้ำยาดัดผม

เภสัชกร ชำนาญการพิเศษรายนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่ใช้สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย ที่มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้แพ้ โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนบนสุดของร่างกายอย่าง “ผม” “ผลิตภัณฑ์ ย้อมผมชนิดสีติดทนหรือย้อมถาวรและผลิตภัณฑ์ดัดผม ประกอบด้วยสารเคมีที่แรง และมีความเป็นด่าง หากใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผล หรือโรคผิวหนัง จะเกิดการแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ เป็นเครื่องสำอางที่ต้องระวังมาก เพราะมีโอกาสแพ้สูง แต่ ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำสีผมเอง มักจะไปใช้บริการร้านเสริมสวย ซึ่งลูกค้าจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ หรือแม้ช่างเสริมสวยก็อาจมองข้ามคำเตือนเหล่านี้  เนื่อง จากทั้งผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดสีติดทนและผลิตภัณฑ์ดัดผมมีความเป็นด่าง เมื่อใช้แล้วหนังศีรษะอาจมีความอ่อนแอช่วงขณะหนึ่ง ดังนั้นหากจะใช้ 2 ผลิตภัณฑ์นี้ต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างกันประมาณ 15 วันเพื่อให้หนังศีรษะแข็งแรงพอที่จะรับสภาพได้ มิฉะนั้นอาจเกิดการแพ้ที่รุนแรงได้”

ครีมหน้าขาว – หน้าเด้ง

ถัดมาที่บริเวณใบหน้ากันบ้าง ภญ.พรพรรณระบุว่า เป็นสิ่งที่ห่วงที่สุด และทาง อย. เองก็พยายามรณรงค์ให้ข้อมูลมาตลอด เพราะถ้าพูดถึงใบหน้าแล้ว คุณสาวๆ ทั้งหลายร้อยทั้งร้อยย่อมอยากจะมีใบหน้าที่ขาวนวลชวนมอง เครื่องสำอางที่ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกใช้ก็คือกลุ่มที่เรียกว่า “ครีมหน้าเด้ง” “มี ครีมที่ผู้ผลิตโฆษณาว่าทาแล้วจะลดสิวฝ้าหน้าใสเด้งอยู่เป็นจำนวนมากในท้อง ตลาด ที่มีส่วนผสมของสารที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง อย. ตรวจพบว่ามีการลักลอบใช้สาร 3 ชนิดที่พิสูจน์ชัดแล้วว่าอันตราย คือ สารปรอท อันตรายที่เกิด คือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดงผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของปรอท ที่สำคัญที่น่ากลัวมากคือ ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ” สำหรับ สารพิษตัวที่ 2 คือไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ที่สำคัญคือ ทำให้ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย ส่วนตัวสุดท้ายคือกรดวิตามิน มีชื่อพ้อง คือ เรทติโนอิกแอสิด และเตรทติโน อันตรายที่เกิด คือ ใช้แล้วหน้าแดง ระคายเคืองแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกรุนแรง แต่ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดคือครีมเหล่านี้ อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้

ลิปสติก – Tint

ภญ.พรพรรณให้  ภาพเครื่องสำอาง  ยอด ฮิตอย่าง “ลิปสติก” ว่าหน้าที่หลักของลิปสติกคือทาปากให้เป็นสีต่างๆ ส่วนประกอบสำคัญของลิปสติกก็คือสี ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานและมีการรับรอง ก็ยังพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยแพ้สีรวมไปถึงสารประกอบในลิปสติก ทำให้ไม่สามารถจะทาลิปสติกได้ “ลิปสติก เป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับริมฝีปาก มีโอกาสเข้าปากหรือกลืนกินเข้าไปได้ง่าย ดังนั้น การเลือกซื้อต้องระมัดระวัง และในส่วนของลิปสติกเถื่อนนั้น ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ลิปสติกที่ไม่มีฉลากภาษาไทยของ อย. พบสีหลายชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง” เภสัชกรหญิงแห่ง อย. รายนี้บอกเล่าถึงเครื่องสำอางที่ใช้กับปากอีกตัวอย่าง “เจลทาปาก” หรือ Tint ที่ เคยเป็นข่าวว่าวัยรุ่นนิยมใช้ทาริมฝีปากด้านในว่าใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าดูแล้วว่าผิดกฎหมายในเบื้องต้นเรื่องฉลาก เมื่อพบแล้วห้ามซื้อมาใช้ เพราะการทาริมฝีปากด้านใน มีโอกาสกลืนกินมาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย นอกจากเรื่องสีที่ไม่อนุญาต อาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่วจะยิ่งอันตรายมากขึ้น

ตัวเลข…บอกนัยรัก

January 25th, 2012 - 

ตัว เลขไม่ได้มีไว้เพียงคิดคำนวณ แต่ยังมีความหมายลึกลับแฝงเร้นอยู่…โดยเฉพาะในเรื่องแห่งรัก ต่อไปนี้คือตัวเลขที่คุณต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นกับชีวิตรักของคุณ และตัวเลขที่คุณควรนำมาใช้หากอยากให้ชีวิตรักเป็นสุข

เลข 1
ผู้ชายที่อยากมีแฟน และออกแสวงหาตามที่ต่างๆ พร้อมกับกลุ่มเพื่อน จะต้องปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียว ทันทีที่เขาเห็นหญิงสาวที่ถูกใจ และเขาก็คาดหวังจะได้สิ่งเดียวกันจากคุณ นิตยสารผู้หญิงทั้งหลายมักแนะนำไม่ให้คุณพาเพื่อนไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อให้โอกาสแก่คนอื่นได้เข้าหาคุณ เขาก็อ่านนิตยสารผู้หญิงพวกนั้นเหมือนกันนะ อย่าทำให้เขาผิดหวังซะล่ะ และหนึ่งบวกหนึ่งเท่านั้น…ถึงจะเท่ากับสอง
เลข 2
สองเดือนผ่านไปนับจากที่คุณเจอกัน นี่คือโอกาสที่จะพิจารณาการเป็นคู่รักอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะถ้าคุณเจอกันมากกว่าสัปดาห์ละสองครั้ง และใช้เวลาในช่วงวันหยุดด้วยกัน ถ้าถึงตรงนี้ คุณยังไม่มีอะไรคืบหน้า สัมพันธภาพของคุณก็ถือว่าเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง และความใกล้ชิดทางกาย (เซ็กซ์) ไม่มีผลใดๆ ตรงนี้
เลข 3
สามเป็นเลขซึ่งไม่เป็นที่ต้องการในที่นี้ อย่าได้เอาใครอื่นมาผูกกับคู่ของคุณ คนที่สามในชีวิตรักมีได้ก็เพียงลูก คนที่สามอย่างอื่น–เพื่อนคุณ เพื่อนเขา แม่คุณ หรือแม่เขา สามารถทำให้ชีวิตคุณเสียสมดุลได้ เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลบ่อนทำลายของเลข 3 วางแก้วเปล่าใบที่สี่ลงที่ขอบโต๊ะด้านหนึ่ง และนั่งใกล้ๆ แฟนของคุณไว้ จับมือเขาบ่อยๆ เพื่อเสริมพลังความใกล้ชิด
เลข 4
อย่าจัดดอกไม้ในจำนวนที่หารลงได้ด้วยเลข 4 (4, 8 หรือ 16) ตาม ความเชื่อเก่าแก่ ช่อดอกไม้จำนวนดังกล่าวเป็นการเสนอให้ที่รักของคุณสามารถไปไหนก็ได้ที่เขา เลือก แต่ถ้าคุณอยากที่จะเลิกกับคู่รักอย่างเงียบๆ สูตรนี้อาจเป็นประโยชน์แก่คุณ
เลข 5
นักจิตวิทยาครอบครัวเชื่อว่า เวลาเพียงแค่ห้าปีของการแต่งงานสามารถบอกได้ว่า การแต่งงานของคุณมีความสุขไปตลอดหรือไม่ เนื่องจากในช่วงห้าปี บุคลิกของทั้งสองฝ่ายจะเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้คุณสามารถพิจารณาได้อย่างจริงจังว่า คุณชอบผู้ชายที่กำลังอยู่ด้วยจริงๆ หรือเปล่า? แต่ในศาสตร์แห่งตัวเลข 5 เป็นเลขนำโชคของการแต่งงาน เนื่องจากมันเป็นผลลัพธ์ของผู้หญิง (เลข 2) กับผู้ชาย (เลข 3) ดังนั้น ฤกษ์ดีของงานแต่งงานก็คือเดือนที่ 5 และวันดีก็คือ 5, 15, 25 หรือตัวเลขซึ่งรวมกันได้ 5 เช่น 14, 23
เลข 6
ในศาสตร์แห่งตัวเลข เลข 6 เป็นสัญลักษณ์ของวีนัสซึ่งปกป้องคุ้มครองคู่รัก ถ้าคุณอยากให้ความรักของคุณเข้มแข็งขึ้น นัดเดทกันในวันที่ 6 ของสัปดาห์ เมื่อเชิญแขกมาที่บ้าน ขอให้เป็น 6 คน หรือ 3 คู่ แล้วคุณทุกคนจะใกล้ชิดกับคู่ของตัวเองมากขึ้น
เลข 7
ถ้าความแตกต่างของอายุของคุณกับคู่รักคือ 7 หรือ น้อยกว่า หมายความว่าคุณอยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกัน คุณจะดูหนังฟังเพลงแบบเดียวกัน และมีเรื่องมากมายที่จะคุยกัน การแต่งงานของคู่รักที่อยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกัน คุณจะไม่ไดเป็นเพียงคู่รักแต่จะเป็นเพื่อนกันด้วย ถ้าคุณอายุห่างกัน 14 ปี (สองเท่าของ 7) เขาก็อาจจะปฏิบัติต่อคุณเหมือนน้องเล็กไปตลอดชีวิต นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่มันอาจจะยากกว่าในการทำความเข้าใจกัน
เลข 8
ถ้ามันคือ 8 วันหลังจากที่คุณเจอกัน และเขายังไม่โทรหาคุณ โอกาสที่คุณจะชนะใจเขาเท่ากับ 0 คุณควรโทรหาเขามั้ย? ได้ ตอนนี้คุณไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว และบางทีการตื๊อของคุณอาจชนะใจเขาก็ได้ คุณยังชอบเลยไม่ใช่หรือเวลาที่คนอื่นแสดงว่าชอบคุณน่ะ?
เลข 9
นี่เป็นเลขแห่งปัญญา ถ้าคุณลังเลและไม่รู้จะทำอะไรกับสถานการณ์บางอย่างระหว่างคุณกับเขา รอสัก 9 วัน ไม่ต้องคิดอะไรมากเป็นพิเศษ แล้วการตัดสินใจที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นแก่คุณเองใน 9 วัน เช่นเดียวกับตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์มารดา 9 เดือนก่อนคลอดออกมานั่นไง