เต้านมคัด…ต้องดูแล

February 29th, 2012 - 

นมแม่

การให้นมลูก อาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน คือ อาการเต้านมคัดยิ่งถ้าเป็นคุณแม่มือใหม่ อาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างการให้นมลูกตามมา เช่น เต้านมอักเสบ, หัวนมแตก เป็นต้น

ฉะนั้น การป้องกันปัญหาที่อาจตามมา คือการดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยข้อมูลและวิธีต่อไปนี้ค่ะ

อาการที่พบ

พบในช่วงระยะสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหลังจากที่ลูกน้อยดูดกระตุ้น จึงทำให้มีการสร้างน้ำนมเกิดขึ้น ปริมาณน้ำนมจึงคั่งค้าง ทำให้คุณแม่เกิดอาการคัด ตึง บวมแข็ง และปวดหน้าอก เป็นอาการที่เรียกกันว่า เต้านมคัดนี่แหละค่ะ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นมาก เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดไม่สบายตัว และเกิดความเครียดตามมาได้

ที่มาของอาการ

เกิดโดยธรรมชาติ ร่างกายของคุณแม่ที่ผลิตน้ำนมได้เยอะเมื่อลูกดูดไม่หมด จึงทำให้น้ำนมคั่งค้าง

ทิ้งช่วงเวลาการให้นมลูกที่นานเกินไป ก็ทำให้มีน้ำนมอยู่ในเต้านมมากเช่นกัน

ชุดชั้นในที่คับแน่นเกินไป หรือชุดชั้นในที่มีโครงเหล็ก ก็เป็นต้นเหตุที่กดทับท่อน้ำนม ทำให้รู้สึกเต้านมคัด

ให้นมลูกในท่าที่ผิด ก็ทำให้น้ำนมไหลออกมาได้ไม่ดีหรือไหลได้ไม่ทัน จนเกิดอาการขึ้นได้

อาการเต้านมคัดตึงแม้จะกินเวลาในระยะสั้น หายได้เอง แต่อย่างที่บอกนะคะ ถ้าคุณแม่ปล่อยให้เกิดอาการเต้านมคัดมาก ๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาอาการเต้านมอักเสบ ดังนั้น วิธีต่อไปนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ป้องกันและบรรเทาอาการ

ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยดูดข้างละ 5 นาทีสลับข้างกัน ถ้าลูกยังไม่หิวแต่น้ำนมมาเต็มที่แล้วให้ปั๊มหรือบีบออก เก็บใส่ขวดเป็นสต็อกน้ำนมไว้

ควรสวมใส่ชุดชั้นในที่พอดีกับเต้านม (เผื่อช่วงที่เต้านมขยายเต็มที่ด้วย) เพื่อลดอาการความเจ็บปวด เช่น ใส่เสื้อในที่สามารถเปิดให้ลูกกินนมได้สะดวกโดยไม่ต้องถอด

ระหว่างที่ให้นมลูก คุณแม่อาจใช้นิ้วนวดคลึงเบา ๆ บริเวณที่มีก้อนแข็ง เพื่อไม่ให้ท่อน้ำนมอุดตัน

ถ้าเต้านมคัดมาก (เต้านมแข็งเป็นไต) หรือน้ำนมไม่ไหล อาจใช้ลูกยางปั๊มก่อน จะทำให้น้ำนมไหลได้ง่าย คลายอาการเต้านมคัด

ถ้ามีอาการเจ็บเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง ให้ลูกเริ่มดูดข้างที่หัวนมปกติไปก่อน แล้วจึงสลับข้าง

ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ เพื่อลดอาการเจ็บปวด

คุณแม่ที่ตั้งใจให้นมลูก ยังสามารถให้นมลูกได้ค่ะ เพราะยิ่งให้ลูกดูดบ่อย ดูดถูกวิธี อาการเต้านมคัดจะดีขึ้น และอย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาด ปลอดจากเชื้อโรคด้วยค่ะ

เต้านมอักเสบ?

คุณแม่ที่เครียด เหนื่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ง่ายต่อการที่ภูมิคุ้มกันร่างกายจะอ่อนแอเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าร่างกายได้ง่าย โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ มีอาการอักเสบทำให้บริเวณเต้านมเป็นก้อนแข็ง ตึง ร้อนแดง และรู้สึกเจ็บปวดมาก ยิ่งบางรายที่เป็นมาก ก็อาจมีไข้ แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง อาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้

การดูแล

อาการเต้านมอักเสบในทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดก็สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แตกต่างกัน แต่ถ้าอยู่ในระหว่างการให้นมลูก ยาเหล่านี้ต้องงด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรทำก็คือ ถ้าคุณแม่ดูแลอาการด้วยตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่หายมีอาการต่อเนื่อง ควรพบคุณหมอค่ะ เพื่อวิเคราะห์ ดูแลอาการ ไม่ควรซื้อยากินเองนะคะ

อาหารเช้า แสนฉลาด

February 27th, 2012 - 

อาหารเช้านั้นสำคัญมากเหลือเกิน เพราะมันจะให้พลังงานแก่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ทั้งวัน นอกจากนี้แล้ว ถ้าเราเลือกประเภทอาหารมาเป็นอาหารเช้าให้ดีแล้ว มันจะมีผลต่อสมองหรือความฉลาดของเราด้วยนะเออ เขาพิสูจน์มาแล้วว่า การทานอาหารเช้าที่มีคุณภาพ จะมีผลต่อความกระฉับกระเฉงของร่างกาย ระบบความจำ ทักษะการเรียนรู้ และอารมณ์ด้วยนะ เอ้า…ใครอยากฉลาด หนทางง่าย ๆ ทางนี้จ้า

ผลไม้สด

เดี๋ยวนี้อาหารเช้าที่มีแต่ผลไม้สด ก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่เขาฮิตทานกัน มีงานวิจัยบางชิ้นสนับสนุนการทานผลไม้สดเป็นอาหารเช้า นั่นเป็นเพราะว่าผลไม้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, มะนาว, ส้ม, แอปเปิ้ล จะเต็มไปด้วยวิตามินซีที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองของเราแต่ถึงแม้ผลไม้จะดีอย่างไรก็ตาม เราก็ควรท่านร่วมกับอาหารพวกแป้งด้วยจะดีกว่า อาจจะเป็นเมล็ดธัญพืช, ขนมปังปิ้ง, ซีเรียล

ประเภทปลา

อาหารเช้าแบบปลา ที่บางคนมักจะบ่นและเลี่ยงไม่ชอบ เพราะออกจะคาวนี่แหละสำคัญมาก อย่างปลาซาดีนกระป๋องก็ดี หรือจะปลาทูทอด อย่างหรูก็ปลาแซลมอนรมควัน พวกนี้อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่มีมากในปลา ช่วยสมองได้ดีทีเดียว

ไข่

มีคนอยากผอมหลายคนนะ  ที่กลัวกลั๊วกลัวไข่กันเหลือเกิน ต้องมีการจำกัดว่าต้องทานเท่าไร บางคนนะเลิกทานไปเลย เป็นซะอย่างนั้น แต่ถ้าได้ดูจากข้อมูลต่อไปนี้แล้วคงต้องเปลี่ยนใจ เพราะในไข่ฟองหนึ่งจะประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายอย่าง เช่น ซิงค์, วิตามินบี 12 และวิตามินบีรวมอีกมากมาย จะช่วยให้ความจำดีขึ้น แถมยังไปช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอของสมองอีกด้วยนะ แต่ไม่ใช่ว่ารู้อย่างนี้แล้วรีบตักไข่ใส่ปากใหญ่เลยล่ะ เพราะเขามีโควต้าว่า ถ้าจะให้ดีควรทานไม่เกิน 3 ฟองใน 1 อาทิตย์ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อระดับโคเลสเตอรอลแต่เนิ่น ๆ

โยเกิร์ต

ใครที่เลือกทานโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้ายกมือขึ้น!!! คุณฉลาดมากที่เลือกทานโยเกิร์ต เพราะว่าเต็มไปด้วยโปรตีนสูง จำพวกกรดอะมิโน เป็นผลดีต่อเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังมีประโยชน์ลึก ๆ ที่จะต้องทำให้คุณพอใจ นั่นก็คือ โยเกิร์ตมีผลทำให้ร่างกายอยากอาหารจำพวกของขบเคี้ยวได้ด้วย

ซีเรียลแท่ง

แท่งที่เหมือนขนม แต่อุดมไปด้วยสารอาหารดีเยี่ยมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ยังชอบทาน ความเป็นจริงก็คือมันไม่ค่อยได้ให้ประโยชน์ต่อสมองมากเท่าไร และยังมีน้ำตาลเยอะ ถึงแม้จะทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง แต่พลังงานก็จะหมดไปเร็วเหมือนกัน ถ้าเลือกจะทานซีเรียลแท่งเป็นอาหารเช้า ก็ควรจะใส่ผสมลงในโยเกิร์ตหรือนมสด ก็จะช่วยเพิ่มโปรตีนได้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนจะมีประโยชน์ต่อสมองเพิ่มขึ้น

ขนมปังปิ้ง

อาหารของฝรั่งอีกอย่าง ที่ดูเหมือนจะเป็นที่คุ้นเคยกับปากคนไทยอย่างเราไปแล้ว ถึงแม้ขนมปังปิ้ง 2-3 ชิ้นจะไม่คณาท้องไปจนถึงเที่ยง (อันนี้สำหรับบางคน) แต่มันให้คุณค่าทางอาหารที่พอใช้ได้เหมือนกันนะ ยิ่งถ้าเป็นขนมปังแบบโฮลวีทพวกนี้ยิ่งดีใหญ่ ให้ทั้งสารอาหารซิงค์และธาตุเหล็ก พร้อมทั้งวิตามินบีรวมอีกเพียบให้ทั้งพลังงานและอาหารสมองอย่างดี ทานควบคู่ไปกับอาหารโปรตีนด้วย อย่าง นม, ไข่, ชีสรสโปรดสุดชอบ แต่อย่าลืมต้องไขมันต่ำ หรือจะครีมบัตเตอร์พีนัท (มีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป) จะช่วยลดความหิว มือจะได้ต้องเผลอไปหยิบขนมขบเคี้ยวก่อนถึงอาหารเที่ยง

ข้าว

ไม่ต้องพูดมากเกี่ยวกับข้าว เพราะตั้งแต่เด็กไทยอย่างเรา ๆ เห็นและทานกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เชื่อไหมว่ากว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกทานข้าวเป็นอาหารหลัก ซึ่งข้าวมีคุณสมบัติช่วยให้ระบบการย่อยของร่างกายทำงานเป็นปกติด้วย ส่วนใครที่อยากได้ประโยชน์จากข้าวเต็ม ๆ ล่ะก็ เลือกทานข้าวซ้อมมือ จะได้วิตามินเพิ่มอีกเพียบ เมนูข้าวอาจจะเป็น ข้าวราดกะเพราไก่-ไข่ดาว รวมพลังงานที่ร่างกายได้รับยังสูสีกับอาหารเช้าแบบฝรั่งที่เทียบกันแล้ว ข้าวไทยเราอิ่มกว่าเยอะ

ว่างเปล่า

เป็นพวกประเภทไม่ยอมทานอาหารเช้า เพราะกลัวอ้วนหรืออย่างไรไม่ทราบได้ จากสถิติเขาบอกว่า 90% ของเด็ก มักจะทานอาหารเช้าเป็นประจำอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ใหญ่ที่ทานอาหารเช้ามีจำนวนประมาณ 77% อยากจะบอกว่าการทานอาหารเช้าเนี่ยดี เพราะถ้ายังติดนิสัยทานอาหารเที่ยงเป็นมื้อเช้าแล้วล่ะก็ จะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานน้อยลง ซึ่งจะทำให้สมองทำงานไม่เต็มที่ ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าที่ควร

เห็นไหมล่ะว่า อาหารเช้ามีประโยชน์ช่วยควบคุมความหิว และไม่ทำให้เอวคุณขยายออกจนสวมกระโปรงไม่ได้หรอกน่า นอกจากนี้ยังจะช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น หรือไม่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้คุณเป็นลมก่อนเวลาอาหารเที่ยง แล้วจะมัวไม่ทานอาหารเช้าอีกไปใย จริงไหมจ๊ะ

นั่งสมาธิ เสริมภูมิคุ้มกัน

February 27th, 2012 - 

เป็นที่รู้กันดีว่าการนั่งสมาธิช่วยลดความเครียด ขจัดการนอนไม่หลับอาการปวดเรื้อรัง ความหดหู่ หรือแม้แต่โรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิด และเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันว่า การทำสมาธิช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคของมนุษย์ได้จริง

งานนี้ต้องขอบคุณ ดร.ริชาร์ด เจ. เดวิดสัน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ที่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดให้กับผู้ที่นั่งสมาธิเป็นประจำ 25 คน และผู้ที่ไม่นั่งสมาธิเลยอีก 16 คน พบว่าร่างกายของผู้ที่นั่งสมาธิสามารถผลิตแอนตี้บอดี้มากกว่า ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการทำงานอย่างสมบูรณ์ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

นักวิจัยกล่าวเสริมอีกว่า การทำสมาธิเพิ่มกิจกรรมของสมองด้านซ้ายซึ่งเชื่อมโยงเข้ากับการทำงานของภูมิชีวิต

4 วิธี ช่วยกระดูกแข็งแรง

February 27th, 2012 - 

“ทำอย่างไรดี ไปตรวจความหน้าแน่นของกระดูกแล้วพบว่า กระดูกบางลง”

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่มีเนื้อกระดูกบางตัวลง เนื่องจากมีการสร้างกระดูกน้อยกว่าการทำลายกระดูก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก หรือยุบตัวได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณกระดูกหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ พบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำใหเกิดอาการต่าง ๆ  เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขนขาเปราะและหัก บางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้พิการเดินไม่ได้

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน เรามีวิธีบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรงมาฝากค่ะ

1.  รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและรับประทานแคลเซียมเสริม

ผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม อายุมากกว่า 50 ปีต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม แหล่งที่มาของแคลเซียมได้จากอาหารหลายประเภท เช่น นมโยเกิร์ต ชีส ปลาตัวเล็กทอด กุ้งแห้ง กะปิ ผักคะน้า ใบยอ ดอกแค เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง และงาดำ โดยทั่วไปการรับประทานอาหารไทยจะได้รับแคลเซียมประมาณ 400-500 มิลลิกรัมต่อวัน หรือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่ร่างกายควรได้รับ จึงควรดื่มนมเสริม แต่หากไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ แนะนำให้รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ด ซึ่งมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมดังนี้

ดูตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ว่ามีวิตามินอื่นผสมหรือไม่ เพราะหากผสมวิตามินซี หรือวิตามินดีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตราย

ดูว่าใน 1 เม็ด ให้อนุมูลแคลเซียมเท่าไร เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม

ดูว่าผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมอยู่ในรูปแบบใด เนื่องจากแคลเซียมละลายน้ำจะถูกดูดซึมได้ยาก ดังนั้นควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมแบบเม็ดฟู่ เพราะจะละลายและดูดซึมได้ดีกว่าแบบธรรมดา

ต้องดูว่าแคลเซียมในผลิตภัณฑ์เป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมแต่ละชนิด จะดูดซึมต่างกันในสภาวะกรดในกระเพาะต่าง ๆ กัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต จะดูดซึมได้น้อยลงถ้าผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อย

อย่างไรก็ตาม การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อความปลอดภัย

2.  ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (weight-bearing exercise) อย่างสม่ำเสมอ

ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยเฉพาะผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน เน้นการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนัก เช่น เดินไกล วิ่งเหยาะ ๆ รำมวยจีน เต้นรำ เพื่อป้องกันการสูญเสียกระดูก การออกกำลังกายชนิดนี้ทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นด้วย

3.  หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

ได้แก่ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ลดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เนื่องจากจะทำให้การดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ลดลง ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์และยาลูกกลอน ซึ่งมีผลทำให้เกิดกระดูกพรุนมากขึ้นได้

4.  ปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม

ส่งตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นของกระดูกในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และให้การรักษาเมื่อตรวจพบภาวะโรคกระดูกพรุน

สุดท้ายคงต้องบอกว่า การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงสามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอายุ 30 ปี เป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุด และต้องไม่ลืมว่าการออกกำลังกายแต่พอเหมาะ และรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดีไปอีกนาน

อบซาวน่า อย่างไรได้ประโยชน์

February 27th, 2012 - 

การอาบเหงื่ออบซาวน่ากำลังเป็นที่สนใจ ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังเอื้อถึงความผ่องพิสุทธิ์ของผิวพรรณ ซาวน่ามีหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็อบตัวในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่ใช่จะเหมาะกับทุกคน และจะเข้าซาวน่ายังไงให้ได้ประโยชน์สูงสุด เรื่องนี้ก็สำคัญ

อบซาวน่าเพิ่มภูมิคุ้มกันหน้าหนาวได้ 2 เท่า
หลังการอบซาวน่า คุณจะรู้สึกเนื้อตัวเบาโปร่ง จิตใจเคลิ้มสบาย เนื้อตัวสะอาด หลายคนอบซาวน่าเพื่อคลายเครียดจากภาระในชีวิตประจำวัน การอบตัวแต่ละครั้งร่างกายจะสูญเสียของเหลว ช่วงขณะนั้นเลือดคุณจะไม่หยุดแข็งตัว และระบบร่างกายจะทำการเติมเลือดให้เต็มด้วยน้ำเหลือง ร่างกายมีการทำความสะอาดตัวเองด้วยการหลั่งเหงื่อและขับของเสียต่าง ๆ ที่เกิดจากการเผาผลาญพลังงาน ขณะที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของผิวจะเพิ่มขึ้นจนถึง 10 องศาเซลเซียส
ความร้อนจากซาวน่ากระตุ้นระบบโลหิตใต้ผิวหนัง ให้หมุนเวียนสูบฉีดว่องไว  จัดสรรอาหารและออกซิเจนเข้าสู่เซลส์ผิวอย่างมากมาย ภาวะที่ต้องนั่งทำงานนิ่ง ๆ นาน ๆ ในออฟฟิศ โลหิตใต้ผิวจะหมุนเวียนเฉื่อยชาลง ส่งผลให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นถึงการสะสมของเซลลูไลต์ ขณะเข้าซาวน่า หลอดเลือดมีการขยายตัว พอคุณออกจากซาวน่า หลอดเลือดจะเกิดการหดตัว ภาวะที่หลอดเลือดหดและขยายตัวเช่นนี้ คือการออกกำลังกายให้กับหลอดเลือด
ความร้อนจากการอบตัวยังกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน  งานวิจัยจากสหรัฐอเมริการะบุว่า จำนวนเซลล์ที่ทำหน้าที่ทำลายและดูดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย อย่างเชื้อแบคทีเรียจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่หายใจสูดอากาศอุ่นร้อนในซาวน่าเข้าไป จะกระตุ้นให้มีการสูบฉีดโลหิตสู่เยื่อบุถึง 17 ครั้ง ภาวะเช่นนี้จะกระตุ้นการสร้างสารปกป้องร่างกายจำพวกฮีโมโกลบินให้มากขึ้น (ฮีโมโกลบิน เป็นโปรตีนในเลือดพลาสม่า ทำหน้าที่ด้านภูมิต้านทาน) จะมีการกระตุ้นดังกล่าวมาไม่ว่าคุณจะเข้าซาวน่าประเภทไหน

อบซาวน่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ให้ถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออกก่อนเข้าห้องซาวน่า  รวมถึงเครื่องประดับที่ติ่งหูและที่เจาะใส่จมูก โลหะเป็นสื่อนำความร้อน ลวกผิวให้ไหมพองได้
ห้ามอบซาวน่าในขณะท้องอิ่ม  ไม่ควรรับประทานอาหารใด ๆ ก่อนซาวน่าเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
ใครออกกำลังกายก่อนเข้าซาวน่า  ควรพักและรอจนจังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายต่อระบบของร่างกาย
หัวใจสูบฉีดและเต้นเร็วขึ้นไม่ควรเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามากกว่านี้จะเกิดอันตรายต่อระบบของร่างกายได้
ควรอาบน้ำก่อนและเช็ดตัวให้แห้งหลังจากอาบน้ำ ผิวที่แห้งจะขับเหงื่อได้ดีและเร็วขึ้น และเพื่อให้เศษเซลส์ผิวหมองได้พองตัวและหลุดลอกจากผิวอย่างง่ายดาย ควรขัดผิวก่อนเข้าห้องอบ ผิวจะนุ่มยิ่งขึ้นความร้อนจะช่วยให้เศษไขมันในรูขุมขนละลายอ่อนตัว วิธีนี้เป็นการทำความสะอาดผิวที่ลึกขึ้น
ขณะซาวน่าควรจิบน้ำเพียงเล็กน้อย  ขณะที่หลั่งเหงื่อจะมีการดึงน้ำ และของเสียออกจากเนื้อเยื่อเข้าไปในระบบเลือด ถ้าร่างกายได้รับน้ำทันที ระบบเลือดจะดึงของเหลวจากลำไส้แทนการดึงจากเนื้อเยื่อ ซึ่งจะไปขัดขวางระบบขับของเสียโดยไม่รู้ตัว การอบซาวน่าจะกระตุ้นให้ไตเกิดการฟอกของเสียขยันขันแข็งขึ้น หลังอบซาวน่าให้ดื่มน้ำแร่ หรือไวน์ที่ผสมโซดา หรือน้ำแร่แช่มะนาวฝานบางสักชิ้นในแก้วจะยิ่งดี แต่ห้ามดื่มแอลกอฮอล์
อบซาวน่าเท่าที่ร่างกายรู้สึกสบายไม่ควรอบนานเกินไป บางคนแค่ 5 นาทีก็พอ บางคนอยู่นานถึง 20 นาที เฉลี่ยแล้วร่างกายได้รับประโยชน์ภายใน 8 นาที
ได้เดิน 5-6 ก้าวจะดียิ่ง ให้เดินอย่างมากสัก 15 นาที และพักร่างกายให้สงบ 15 นาที ห้ามว่ายน้ำเด็ดขาด
ควรผ่อนร่างกายให้เย็นลงอย่างช้า ๆ  โดยเริ่มจากสูดหายใจเอาลมเย็น ๆ เข้าไปภายใน แล้วอาบน้ำเย็น เมื่อระบบบหมุนเวียนในร่างกายคงที่ก็ลงอ่างน้ำได้ แต่ห้ามอาบน้ำเย็นในทันทีทันใดโดยเด็ดขาด
ในฟินแลนด์แม้แต่เด็กและสตรีมีครรภ์ก็สามารถอบซาวน่าได้  ทั้งยังเชื่อว่า การอบซาวน่าอยู่เป็นประจำ  จะช่วยให้คลอดง่าย แต่ถ้าไม่เคยซาวน่ามาก่อน ก็ไม่ควรเริ่มอบตัวครังแรกในระหว่างตั้งครรภ์ส่วนเด็กต้องค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงก่อน ไม่ใช่จะเข้าอบในห้องอุณหภูมิสูงเลยในช่วงแรก ๆ
ผู้อบซาวน่าจะต้องไม่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรง  ไข้หวัด และโรคไต สำหรับโรคความดันโลหิตและเส้นเลือดตีบตัน  ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด

บำรุงมือและเล็บด้วย มะนาว

February 20th, 2012 - 

หากคุณสาว ๆ กลัวว่าการทำเล็บหรือทาเล็บบ่อย ๆ จะทำให้เล็บอ่อนแอ เปราะบาง ฉีกง่าย เรามีสูตรบำรุงมือและเล็บพร้อมกับผิวที่เนียนนุ่มมาเสิร์ฟกันค่ะ

ขั้นแรกก็แค่เตรียมน้ำอุ่นแล้วแช่มือลงไปประมาณ 2-3 นาที ซับมือให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่ม ๆ จากนั้นนำมะนาวครึ่งผลมาถูให้ทั่วทั้งเล็บและนิ้วแบบเบามือ ถูไปเรื่อย ๆ จนทั่ว แม้น้ำมะนาวหมดก็ให้ขัดถูต่อไปสักพัก และทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำอุ่นกับสบู่เด็กจนสะอาด และซับให้แห้งอีกครั้ง

วิตามินและสารบำรุงผิวในผลและผิวมะนาว จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้เล็บ และขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก เผยให้เห็นผิวที่กระจ่างใส แต่ไม่ควรทำในช่วงที่เล็บหรือนิ้วมีบาดแผล เพราะจะทำให้เกิดการแสบจากฤทธิ์ของน้ำมะนาวได้ค่ะ