วิธีล้างรถ

January 25th, 2012 - 

สำหรับมือใหม่และมือเก่าที่อยากปรับและเพิ่มพูนวิธีการล้างรถด้วยตัวเอง)
เนื่องจากมีเพื่อนๆ แนะนำมาว่าอยากให้มีห้องนี้เกิดขึ้น ทาง CG เองก็ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่า ต้องมีห้องแบบนี้สำหรับมือใหม่ๆ ด้วย
อ่ะ…เริ่มกันเลยดีกว่า เพราะเนื้อหาต่อไปนี้จะยาว แต่เข้าใจง่าย (เขียนโดยประสบการณ์ตรงไม่มีเปิดตำราที่ไหนแน่นอน)

CG Step 1 >> วิธีล้างรถ และ เช็ดรถแบบแห้งสนิท
น้ำยาและอุปกรณ์
- ถังน้ำล้างรถ 1 ใบ
- Citrus wash Shampoo
- Wash Bone หรือ Wash Mitt สำหรับล้างตัวถังรถ
- ผ้าเช็ดแห้ง Waffle weave หรือ Miracle Dry
- ผ้าไมโครไฟเบอร์ Fluffler Microfiber 3 ผืน
- Speed Wipe Spray wax (ผสมน้ำ 1:4) หรือ Pro Detailer (ผสมน้ำ 1:4)
- wheel and rim cleaner spray สำหรับล้างล้อแม็กและยางรถ
- Wash Blue ถุงมือสำหรับล้างล้อและล้อแม็ก
- น้ำยาเคลือบยาง Gel Tire หรือ Blue Guard หรือ Extreme Shine
- ฟองน้ำสีดำสำหรับไว้เคลือบยางรถ
- ที่เป่าแห้ง AIR BLOWER (ไม่มีไม่เป็นไรครับ)
- เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ไม่มีก็ใช้สายยางปรกติได้ครับ)

วิธีการทั้งหมด ปรับเปลี่ยนตามแต่ละบุคคลได้ครับ (เขียนจากประสบการณ์จริง ทำตามนี้ไม่มีรอยขนแมวซักตัว)

ขั้นตอนการล้าง
1) ล้างรถในที่ร่ม หรือล้างรถช่วงเช้า ไม่ควรล้างในที่ที่โดนแดด
2) ฉีดน้ำด้วยเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง หรือ ไม่มีก็สายยางปรกติ ไล่เอาคราบโคลน ทราย ที่เกาะติดออกให้หมด
ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเยอะ ให้เอามือเปล่าๆ ลูบเบาตรงคราบโคลนพร้อมกับฉีดน้ำเปล่าไปด้วย
ถ้าใครมีเครื่องฉีดน้ำ ตอนช่วงนี้มีประโยชน์มากๆ เพราะแทบไม่ต้องใช้มือลูบเลย

3) ใส่ citrus wash shampoo ลงไปในถัง ประมาณ 1 oz (30 ml) ใช้เยอะหน่อยเพราะรถสกปรกมาก ใส่น้ำตีฟองให้ขึ้นมา
4) ใช้ฟองน้ำล้างรถ wash bone หรือถุงมือล้างรถ wash mitt
5) ค่อยๆ ลูบไล้ตัวรถให้ทั่ว โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนหลังคา กระโปรงหน้า ข้างๆ ตัวรถด้านบนข้างซ้ายวนมาถึงกระโปรงหลัง และข้างตัวรถด้านบนขวา
6) ส่วนชายล่าง ลูบเป็นตอนสุดท้าย รอบคัน

7) ใช้ Wheel & Rim Cleaner สเปร์ยลงไปที่ล้อแม็กและยาง ทิ้งไว้ 30 วินาที แล้วใช้ถุงมือ wash blue จัดการทำความสะอาด
8. ฉีดน้ำไล่ฟองออกทั้งคัน และ ล้อรถทั้ง 4 ล้อ

9) เช็ดรถให้แห้งด้วยผ้า Waffle weave หรือ Miracle Dry
(ขึ้นอยู่กับขนาดรถ สำหรับ size รถกลางๆ  กรณีผ้า waffle อาจจะต้องมีบิด 1 ครั้ง ส่วน miracle ไม่ต้องบิดผ้าเลย)

10) ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ Fluffler 2 ผืน กับ Speed wipe หรือ pro detailer เช็ดเก็บงานและหยดน้ำตามซอกรถทั้งคันอีก 1 รอบ
11) อย่าลืมเปิดประตูทั้ง 4 บาน ฝากระโปรงหลัง ฝาน้ำมัน เช็ดให้แห้งด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์  Fluffler ครับ
(ใครมี ที่เป่าแห้ง AIR BLOWER ก็จะสามารถเอาน้ำที่อยู่ตามซอก ต่างๆ เช่น ที่เปิดมือจับประตู กระจกข้าง ส่วนของหน้ารถ และหลังรถ ออกมาได้)
12) ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์อีกผืน เช็ดล้อแม็กและยางให้แห้ง

13) เคลือบยางด้วย Gel Tire หรือ Blue Guard หรือ Extreme shine เพียงสเปร์ยลงไปที่ฟองน้ำสีดำสำหรับลงยางแล้วลูบที่ขอบยางรถให้ทั่วทั้ง 4 เส้น

สุดท้าย เดินเช็คงานเพื่อหาหยดน้ำที่อาจจะมีหลงเหลืออยู่ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับสำหรับขั้นตอนการล้างและเช็ดแห้ง

วิธีดูแลเส้นผม

January 25th, 2012 - 

“ผม” หมาย ถึงเส้นผมที่อยู่บนหนังศีรษะมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสีย ความร้อน และผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อจิตใจของคน ใครที่พบกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ผมหงอก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางใจ เช่น ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้

สาเหตุของปัญหาผม

ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้

แชมพู

ปัจจัย หนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าสารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่ง ให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลผม (รวมถึงรากผม เซลสร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลผิวหนัง เมื่อใช้บ่อยๆจะยิ่ง กระด้าง แห้ง แข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง  และ ทำให้หนังศีรษะมัน มากขึ้นเนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรงและจะชะล้างไขมันตาม ธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) จึงทำให้ร่างกายต้องขับไขมันออกมาชดเชยมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของคนที่หนังศีรษะมันยิ่งสระผมหนังศีรษะก็ยิ่งมัน บางรายเกิดการระคายเคืองเซลผิวชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดเป็น รังแค แต่ ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้  ซึ่งแชมพูประเภทนี้นอกจากจะมีสาร SLS แล้ว ยังผสมสารยับยั้งการเจริญเติบโตที่มากผิดปกติของเซลชั้นหนังกำพร้า แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้อาการที่เป็นก็กลับมาเป็นอีก ทำให้เซลผิวต้องสัมผัสกับสารเคมี และถูกกดการทำงานอยู่ตลอด ทำให้เป็น รังแคเรื้อรัง

ครีมนวดผม/ทรีทเม้นท์หมักผม

สำหรับผู้ที่ชอบให้ผมนิ่มลื่น อาจยังไม่รู้ถึงพิษภัยจากสารกลุ่มซิลิโคน (มักมีชื่อลงท้ายด้วย “thicone”) เช่น ไซเมทธิโคน (Simethicone) ไดเอทธิโคน (Diethicone) หรือ อื่นๆ เป็นสารเคลือบเส้นผมทำให้ผมนิ่มลื่น เป็นมันวาว มีสปริง หวีง่าย แต่จะตกค้าง เคลือบรูเส้นผม เมื่อใช้ต่อเนื่องนานๆจะเกิดการสะสมอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลผมทำงานผิดปกติ การขับของเสีย การดูดซึมสารอาหารลดลง และทำให้ ผมร่วง เมื่อใช้ในระยะยาว

ที่เลี่ยงยากคือ สารเพิ่มฟอง เพิ่มความข้น ตัวฉกาจที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คือ DEA (ได เอทธานอลาไมด์) ซึ่งเกรงกันว่าอาจก่อ มะเร็ง จนในบางประเทศต้องให้ยกเลิกการใช้ สารอีกกลุ่มที่อาจก่อให้เกิด การแพ้ จากการใช้เป็นประจำแต่คนก็ชอบใช้คือ กลิ่นสังเคราะห์หอมๆ  สีสังเคราะห์สวยๆ  และลาโนลิน (Lanolin)

อันตราย ‘เครื่องสำอาง’ ผิดกฎหมาย

January 25th, 2012 - 

เครื่องสำอางค์,เครื่องสำอางค์เกาหลี,ครีมหน้าขาว,หมอจุฬา,ครีมหมอจ

“อยากสวย!!!”

นี่คือปรารถนาสุดยอดในใจของสาวๆ เกือบทั้งโลก ยุคนี้สาวๆ ใจกล้าบางคนพึ่งพามีดคมกริบของหมอศัลยแพทย์ ในขณะที่แทบทุกคนอาศัย “เครื่องสำอาง” ในการตกแต่งใบหน้ารวมถึงผิวพรรณด้วยหลัก “เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อย” ทำให้ตลาดคอสเมติกของโลกขยายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสนอง Supply ให้ทันต่อ Demand ซึ่งนั่นส่งผลให้มีการผลิตเครื่องสำอางออกมานับหมื่นนับแสนชนิด จากทั้งยี่ห้อระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงระดับ “แบกะดิน”

ภญ.พรพรรณ สุนทรธรรม เภสัชกรชำนาญการพิเศษ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ผื่นคันที่ผิวหนัง ไปจนถึงขั้นอักเสบ และในกรณีเครื่องสำอางผิดกฎหมายที่ผสมสารมีพิษลงไปอาจส่งผลต่ออวัยวะภายใน ถึงขึ้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

“แม้ แต่เครื่องสำอางที่มีการรับรองคุณภาพ หากไม่ถูกกับผิวก็มีโอกาสแพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งในกรณีเครื่องสำอางเถื่อน ไม่ได้มาตรฐาน และมีการผสมสารต้องห้ามผิดกฎหมายลงไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันตรายมากจนชนิดคิดไม่ถึง”

น้ำยาทำสีผม – น้ำยาดัดผม

เภสัชกร ชำนาญการพิเศษรายนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่ใช้สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย ที่มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้แพ้ โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนบนสุดของร่างกายอย่าง “ผม” “ผลิตภัณฑ์ ย้อมผมชนิดสีติดทนหรือย้อมถาวรและผลิตภัณฑ์ดัดผม ประกอบด้วยสารเคมีที่แรง และมีความเป็นด่าง หากใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผล หรือโรคผิวหนัง จะเกิดการแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ เป็นเครื่องสำอางที่ต้องระวังมาก เพราะมีโอกาสแพ้สูง แต่ ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำสีผมเอง มักจะไปใช้บริการร้านเสริมสวย ซึ่งลูกค้าจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ หรือแม้ช่างเสริมสวยก็อาจมองข้ามคำเตือนเหล่านี้  เนื่อง จากทั้งผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดสีติดทนและผลิตภัณฑ์ดัดผมมีความเป็นด่าง เมื่อใช้แล้วหนังศีรษะอาจมีความอ่อนแอช่วงขณะหนึ่ง ดังนั้นหากจะใช้ 2 ผลิตภัณฑ์นี้ต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างกันประมาณ 15 วันเพื่อให้หนังศีรษะแข็งแรงพอที่จะรับสภาพได้ มิฉะนั้นอาจเกิดการแพ้ที่รุนแรงได้”

ครีมหน้าขาว – หน้าเด้ง

ถัดมาที่บริเวณใบหน้ากันบ้าง ภญ.พรพรรณระบุว่า เป็นสิ่งที่ห่วงที่สุด และทาง อย. เองก็พยายามรณรงค์ให้ข้อมูลมาตลอด เพราะถ้าพูดถึงใบหน้าแล้ว คุณสาวๆ ทั้งหลายร้อยทั้งร้อยย่อมอยากจะมีใบหน้าที่ขาวนวลชวนมอง เครื่องสำอางที่ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกใช้ก็คือกลุ่มที่เรียกว่า “ครีมหน้าเด้ง” “มี ครีมที่ผู้ผลิตโฆษณาว่าทาแล้วจะลดสิวฝ้าหน้าใสเด้งอยู่เป็นจำนวนมากในท้อง ตลาด ที่มีส่วนผสมของสารที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง อย. ตรวจพบว่ามีการลักลอบใช้สาร 3 ชนิดที่พิสูจน์ชัดแล้วว่าอันตราย คือ สารปรอท อันตรายที่เกิด คือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดงผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของปรอท ที่สำคัญที่น่ากลัวมากคือ ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ” สำหรับ สารพิษตัวที่ 2 คือไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ที่สำคัญคือ ทำให้ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย ส่วนตัวสุดท้ายคือกรดวิตามิน มีชื่อพ้อง คือ เรทติโนอิกแอสิด และเตรทติโน อันตรายที่เกิด คือ ใช้แล้วหน้าแดง ระคายเคืองแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกรุนแรง แต่ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดคือครีมเหล่านี้ อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้

ลิปสติก – Tint

ภญ.พรพรรณให้  ภาพเครื่องสำอาง  ยอด ฮิตอย่าง “ลิปสติก” ว่าหน้าที่หลักของลิปสติกคือทาปากให้เป็นสีต่างๆ ส่วนประกอบสำคัญของลิปสติกก็คือสี ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานและมีการรับรอง ก็ยังพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยแพ้สีรวมไปถึงสารประกอบในลิปสติก ทำให้ไม่สามารถจะทาลิปสติกได้ “ลิปสติก เป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับริมฝีปาก มีโอกาสเข้าปากหรือกลืนกินเข้าไปได้ง่าย ดังนั้น การเลือกซื้อต้องระมัดระวัง และในส่วนของลิปสติกเถื่อนนั้น ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ลิปสติกที่ไม่มีฉลากภาษาไทยของ อย. พบสีหลายชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง” เภสัชกรหญิงแห่ง อย. รายนี้บอกเล่าถึงเครื่องสำอางที่ใช้กับปากอีกตัวอย่าง “เจลทาปาก” หรือ Tint ที่ เคยเป็นข่าวว่าวัยรุ่นนิยมใช้ทาริมฝีปากด้านในว่าใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าดูแล้วว่าผิดกฎหมายในเบื้องต้นเรื่องฉลาก เมื่อพบแล้วห้ามซื้อมาใช้ เพราะการทาริมฝีปากด้านใน มีโอกาสกลืนกินมาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย นอกจากเรื่องสีที่ไม่อนุญาต อาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่วจะยิ่งอันตรายมากขึ้น

ตัวเลข…บอกนัยรัก

January 25th, 2012 - 

ตัว เลขไม่ได้มีไว้เพียงคิดคำนวณ แต่ยังมีความหมายลึกลับแฝงเร้นอยู่…โดยเฉพาะในเรื่องแห่งรัก ต่อไปนี้คือตัวเลขที่คุณต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นกับชีวิตรักของคุณ และตัวเลขที่คุณควรนำมาใช้หากอยากให้ชีวิตรักเป็นสุข

เลข 1
ผู้ชายที่อยากมีแฟน และออกแสวงหาตามที่ต่างๆ พร้อมกับกลุ่มเพื่อน จะต้องปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียว ทันทีที่เขาเห็นหญิงสาวที่ถูกใจ และเขาก็คาดหวังจะได้สิ่งเดียวกันจากคุณ นิตยสารผู้หญิงทั้งหลายมักแนะนำไม่ให้คุณพาเพื่อนไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อให้โอกาสแก่คนอื่นได้เข้าหาคุณ เขาก็อ่านนิตยสารผู้หญิงพวกนั้นเหมือนกันนะ อย่าทำให้เขาผิดหวังซะล่ะ และหนึ่งบวกหนึ่งเท่านั้น…ถึงจะเท่ากับสอง
เลข 2
สองเดือนผ่านไปนับจากที่คุณเจอกัน นี่คือโอกาสที่จะพิจารณาการเป็นคู่รักอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยเฉพาะถ้าคุณเจอกันมากกว่าสัปดาห์ละสองครั้ง และใช้เวลาในช่วงวันหยุดด้วยกัน ถ้าถึงตรงนี้ คุณยังไม่มีอะไรคืบหน้า สัมพันธภาพของคุณก็ถือว่าเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง และความใกล้ชิดทางกาย (เซ็กซ์) ไม่มีผลใดๆ ตรงนี้
เลข 3
สามเป็นเลขซึ่งไม่เป็นที่ต้องการในที่นี้ อย่าได้เอาใครอื่นมาผูกกับคู่ของคุณ คนที่สามในชีวิตรักมีได้ก็เพียงลูก คนที่สามอย่างอื่น–เพื่อนคุณ เพื่อนเขา แม่คุณ หรือแม่เขา สามารถทำให้ชีวิตคุณเสียสมดุลได้ เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลบ่อนทำลายของเลข 3 วางแก้วเปล่าใบที่สี่ลงที่ขอบโต๊ะด้านหนึ่ง และนั่งใกล้ๆ แฟนของคุณไว้ จับมือเขาบ่อยๆ เพื่อเสริมพลังความใกล้ชิด
เลข 4
อย่าจัดดอกไม้ในจำนวนที่หารลงได้ด้วยเลข 4 (4, 8 หรือ 16) ตาม ความเชื่อเก่าแก่ ช่อดอกไม้จำนวนดังกล่าวเป็นการเสนอให้ที่รักของคุณสามารถไปไหนก็ได้ที่เขา เลือก แต่ถ้าคุณอยากที่จะเลิกกับคู่รักอย่างเงียบๆ สูตรนี้อาจเป็นประโยชน์แก่คุณ
เลข 5
นักจิตวิทยาครอบครัวเชื่อว่า เวลาเพียงแค่ห้าปีของการแต่งงานสามารถบอกได้ว่า การแต่งงานของคุณมีความสุขไปตลอดหรือไม่ เนื่องจากในช่วงห้าปี บุคลิกของทั้งสองฝ่ายจะเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้คุณสามารถพิจารณาได้อย่างจริงจังว่า คุณชอบผู้ชายที่กำลังอยู่ด้วยจริงๆ หรือเปล่า? แต่ในศาสตร์แห่งตัวเลข 5 เป็นเลขนำโชคของการแต่งงาน เนื่องจากมันเป็นผลลัพธ์ของผู้หญิง (เลข 2) กับผู้ชาย (เลข 3) ดังนั้น ฤกษ์ดีของงานแต่งงานก็คือเดือนที่ 5 และวันดีก็คือ 5, 15, 25 หรือตัวเลขซึ่งรวมกันได้ 5 เช่น 14, 23
เลข 6
ในศาสตร์แห่งตัวเลข เลข 6 เป็นสัญลักษณ์ของวีนัสซึ่งปกป้องคุ้มครองคู่รัก ถ้าคุณอยากให้ความรักของคุณเข้มแข็งขึ้น นัดเดทกันในวันที่ 6 ของสัปดาห์ เมื่อเชิญแขกมาที่บ้าน ขอให้เป็น 6 คน หรือ 3 คู่ แล้วคุณทุกคนจะใกล้ชิดกับคู่ของตัวเองมากขึ้น
เลข 7
ถ้าความแตกต่างของอายุของคุณกับคู่รักคือ 7 หรือ น้อยกว่า หมายความว่าคุณอยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกัน คุณจะดูหนังฟังเพลงแบบเดียวกัน และมีเรื่องมากมายที่จะคุยกัน การแต่งงานของคู่รักที่อยู่ในเจเนอเรชั่นเดียวกัน คุณจะไม่ไดเป็นเพียงคู่รักแต่จะเป็นเพื่อนกันด้วย ถ้าคุณอายุห่างกัน 14 ปี (สองเท่าของ 7) เขาก็อาจจะปฏิบัติต่อคุณเหมือนน้องเล็กไปตลอดชีวิต นี่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่มันอาจจะยากกว่าในการทำความเข้าใจกัน
เลข 8
ถ้ามันคือ 8 วันหลังจากที่คุณเจอกัน และเขายังไม่โทรหาคุณ โอกาสที่คุณจะชนะใจเขาเท่ากับ 0 คุณควรโทรหาเขามั้ย? ได้ ตอนนี้คุณไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว และบางทีการตื๊อของคุณอาจชนะใจเขาก็ได้ คุณยังชอบเลยไม่ใช่หรือเวลาที่คนอื่นแสดงว่าชอบคุณน่ะ?
เลข 9
นี่เป็นเลขแห่งปัญญา ถ้าคุณลังเลและไม่รู้จะทำอะไรกับสถานการณ์บางอย่างระหว่างคุณกับเขา รอสัก 9 วัน ไม่ต้องคิดอะไรมากเป็นพิเศษ แล้วการตัดสินใจที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นแก่คุณเองใน 9 วัน เช่นเดียวกับตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์มารดา 9 เดือนก่อนคลอดออกมานั่นไง

 

งานวิจัยเผย หนุ่มๆ มีความสุขกว่าสาวๆ ในที่ทำงาน

January 18th, 2012 - 

มันก็แย่อยู่แล้วนะกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ที่ว่าผู้ชายได้ค่าจ้างเยอะกว่าผู้หญิงในตำแหน่งเดียวกัน แต่พวกเขายังมีความสุขมากกว่าสาวๆ เราด้วยน่ะสิ

โดยผลสำรวจเร็วๆ นี้จากบริษัทมิเดีย Captivate Networks เปิดเผยว่า ผู้ชายร้อยละ 75 เห็นว่าพวกเขามีสมดุลระหว่างชีวิตกับงานเป็นอย่างดี ต่างกับสาวๆ ที่รายงานว่าสมดุลชีวิต-งานนั้นเป็นปัญหาสำคัญทำให้มีความเครียด ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ น้ำหนักขึ้น และซึมเศร้า รวมแล้วสาวๆ มีความสุขน้อยกว่าหนุ่มๆ ถึงร้อยละ 33 นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวยังชี้ว่าสิ่งที่จะให้คนรู้สึกมีความสุขจริงๆ ก็คือ สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมขององค์กรต่างหาก

เคล็ด (ไม่) ลับ ดูแลสุขภาพของคุณแม่สูงวัย

January 16th, 2012 - 

คู่แม่ลูก

เพราะการเอาใจใส่ดูแลคุณแม่รวมถึงคนที่รัก ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเทศกาลวันแม่หรือเวลาใดเวลาหนึ่ง เรืออากาศโทแพทย์หญิงนิจวิภา เพชรรุ่ง แพทย์ด้านเวชศาสตร์ความงามจาก ดีเอ็นเอ คลินิก กล่าวแนะนำว่า คุณแม่ทุกท่านไม่มีท่านใดอยากหยุดสวยหรืออยากมีโรคภัยไข้เจ็บ แต่ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกาย ผิวพรรณจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา ลูก ๆ ต้องคอยระวังและใส่ใจทุกเรื่องเป็นพิเศษ

เริ่มจากอาหารการกิน : เพราะระบบการเผาผลาญที่ไม่เหมือนตอนสาว ๆ ต้องระวังอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เน้นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยชะลอวัย เช่น ผักและผลไม้ที่มีวิตามินสูง พบได้ในผลไม้กลุ่มเบอรี่และผักใบเขียวเข้ม เช่น บร็อกโคลี ผักโขม ควรรับประทานเนื้อปลาแทนเนื้อสัตว์อื่น ๆ หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน อาหารปิ้งย่าง รวมถึงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง

วัยของคุณแม่ส่วนมากจะเริ่มมีไขมันจับตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การออกกำลังกายสม่ำเสมอตามความเหมาะสม ไม่หักโหม เช่น แอโรบิกหรือโยคะ จะช่วยให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม ปลดปล่อยความเครียด ผิวพรรณแจ่มใส เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก

คุณแม่ที่มีอายุ 50+ ซึ่งเป็นวัยหมดประจำเดือน ต้องเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยทองอย่างมีคุณภาพ ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเรื่องกระดูกพรุน หรือกระดูกบาง ตรวจมวลกระดูก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เพราะยังเป็นโรคฮิตของผู้หญิงไทยอยู่ ดังนั้นอย่าอาย ให้กล้ามาตรวจจะได้รักษาได้อย่างรวดเร็ว

ดูแลผิวพรรณ : นอกจากความงามจากภายในแล้ว การดูแลผิวพรรณก็เป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์เริ่มเสื่อมสภาพ ผิวที่เคยชุ่มชื่นเปล่งปลั่งกลับแห้งกร้านและหย่อนคล้อย ต้องดูแลผิวเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวร่วงโรยแห่งวัยโดยเฉพาะ ผสานการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ความงาม

สร้างความสุข ดูแลจิตใจ : เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะด้วยวัยของท่านที่มากขึ้นมักมีอารมณ์ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ ต้องพยายามทำให้จิตใจของท่านเบิกบาน ไม่ทำให้ท่านคิดมากหรือเครียด หาเวลาว่างไปเยี่ยม ทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น ทำอาหารเพื่อสุขภาพรับประทานกัน พาไปเที่ยวต่างจังหวัด ไหว้พระทำบุญร่วมกัน อย่าอายที่จะโผเข้าโอบกอด บอกรักจากใจ เพราะสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนยาวิเศษเหนือของขวัญราคาแพง ที่จะทำให้ท่านมีความสุขตลอดไป

กิมจิจ๋า…มีที่มาจากไหน

January 9th, 2012 - 

ตั้งแต่แรกเริ่มที่มนุษย์รู้จักการเพาะปลูก เราก็กินผักกันมาโดยตลอด

(ก็แน่ล่ะ เพราะผักมีทั้งสารอาหารและวิตามิน) พอหน้าหนาวที่ปลูกไม่ได้ เราก็เก็บไว้กินนานๆ โดยใช้กรรมวิธีดอง ตอนนี้ล่ะที่กิมจิเริ่มปรากฏในเกาหลีตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แต่เป็นแค่ผักหมักเกลือ ถัดมาอีก 500 ปี จึงค่อยเริ่มมีกิมจิที่ปรุงรสชาติและใส่เครื่องเทศเพิ่ม พอศตวรรษที่ 18 Red Pepper จึงค่อยมาเป็นเครื่องปรุงหลักของกิมจิ และอีกร้อยปีจึงค่อยมีหน้าตาเป็นกิมจิที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้เมื่อกะหล่ำปลีจีนเป็นที่แพร่หลายในแดนโสมและระบาดไปทั่วทุกที่ที่คนเกาหลีอพยพไป

อย่างที่เราเห็นกันว่ากิมจิก็เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นเช่นกัน ส่วนชื่อ “กิมจิ” น่าจะแผลงมาจาก “Shimchae” ซึ่งแปลว่าผักดองเกลือ ในปัจจุบัน กิมจิเป็นที่ยอมรับกันในเชิงวิทยาศาสตร์ว่ามีคุณค่าทางอาหารมากมาย นักโภชนาการหลายคนกล่าวว่ากิมจิเป็น “อาหารแห่งอนาคต” ใครที่ไม่เคยลองกิมจิ แสดงว่าพลาดของดีไปแล้วนะ ขอบอก!

ราชาเงินผ่อน กับ สามัญชนเงินสด

December 27th, 2011 - 

เคยคิดว่าวัยทำงานอย่างเราๆ พอทำงานไปได้สักพัก แล้วได้เงินเดือนมากขึ้น คงจะมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น มีเงินซื้อของที่อยากได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และคิดเสมอว่าหากมีเงินเดือนเพิ่มแล้ว ชีวิตการใช้จ่ายจะง่ายขึ้น แต่พอเงินเดือนขึ้นตามจำนวนที่คาดการณ์ไว้ ท้ายสุดก็ไม่พออยู่ดี และนี่คือปัญหาที่หลายคนกำลังเจอ และเชื่อว่าหลายคนต้องเป็น และกำลังคิดเหมือนกันว่า จะต้องจัดการกับรายจ่าย ความอยากด้วยการเป็นราชาเงินผ่อน หรือจะเป็นสามัญชนที่จ่ายด้วยเงินสดแทนการเลือกซื้อสินค้า และประเมินรายจ่ายของตัวเอง

ราชาเงินผ่อน
เงินผ่อน อาจจะเหมาะกับการซื้อสินค้าขนาดใหญ่โต อย่าง บ้าน รถ หรือจักรยานยนต์ ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก บางชนิดต้องมีเงินดาวน์ ซึ่งเงินดาวน์ที่ว่าก็ปาเข้าไปหลายหมื่นแล้ว เช่น รถ บ้าน คอนโด เป็นต้น แต่บางกรณีก็ไม่ต้องมีเงินดาวน์ แถมดอกเบี้ย 0% อีก อย่างจักรยานยนต์ทั่วไป อาจจะเหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินก้อนมากพอ ก็ต้องอาศัยการผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ จะได้นำเงินสดไปแบ่งเฉลี่ยใช้จ่ายประจำวันได้ หรือบางคนจ่ายเงินดาวน์ไปเลยครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งอาศัยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ตามกำลังของแต่ละคนว่า กำหนดจ่ายได้เดือนละเท่าไหร่เป็นระยะเวลากี่เดือน ก็จะทำให้การบริหารรายจ่ายง่ายขึ้น และเป็นไปตามกำลังความสามารถของการหารายได้ของเรานั่นเอง

ข้อดี : ไม่ต้องเสียเงินก้อนโต และต้องระมัดระวังรายจ่ายมากขึ้น

ข้อเสีย : ต้องเป็นหนี้จนกว่าจะผ่อนหมด อาจจะไม่มีเงินเก็บ ได้สินค้าในราคาที่แพงกว่าเดิม (เพราะมีดอกเบี้ย และค่าอื่นๆ อีกมากมาย) และที่น่าเจ็บใจที่สุดก็ตอนที่ผ่อนหมด ราคาสินค้าชนิดนั้น อาจจะลงมาอยู่ในราคาที่เราคิดว่าจ่ายเงินสดได้เสียอีก เท่ากับว่าเราซื้อสินค้าชนิดนั้นแพงกว่าปกติตั้งหลายบาท

สามัญชนเงินสด
เงินสด เหมาะกับการซื้อสินค้าทั่วไปที่รวมถึงสินค้าที่มีราคาสูงไม่เกินหลักหมื่นต้นๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค เครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิด โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น เพราะหากจะไปผ่อนสินค้าประเภทนี้ แน่นอนว่า จะได้สินค้า+ดอกเบี้ยรวมแล้วราคาแพงกว่าที่เราจ่ายเงินสดเสียอีก แนะนำว่าให้อดทนเก็บเงินสดไว้ในธนาคาร หรือเก็บไว้กับตัวเอง เมื่อครบตามราคาสินค้าแล้วค่อยนำไปซื้อ

ข้อดี : เสียเงินแค่ครั้งเดียว ไม่ต้องมากังวลเรื่องของเงินผ่อนในแต่ละเดือนว่า จะพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายหรือเปล่า และยังสามารถแบ่งเฉลี่ยเป็นเงินเก็บในเดือนถัดไปได้อีก

ข้อเสีย : เสียดายเงินก้อน เงินก้อนที่เสียไปสามารถนำไปลงทุนต่างๆ เพื่อให้ได้กำไรสัก 7-10% โดยเราจะมีเงินเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 เท่า ภายใน 7-10 ปี เช่น ซื้อพันธบัตรรัฐบาล กองทุนต่างๆ ซื้อสลากออมสิน เป็นต้น
และที่สำคัญเลย หากอยากมีเงินเก็บสำรองฉุกเฉินหรือเพื่ออนาคต ก็ต้องรู้จักการลดรายจ่ายในทุกๆ ช่องทางลง หรือแบ่งเป็นเงินเก็บไว้ต่างหากเลยยิ่งดี

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะจับจ่ายใช้สอยในรูปแบบเงินสด หรือ เงินผ่อน การที่เรารู้จักประมาณตัวเองว่า แค่ไหนพอ หรือสิ่งที่เราอยากได้นั้น มันจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หรือการทำงานของเรามากน้อยแค่ไหน หากเป็นเพียงความอยากมี อยากได้ ก็ต้องไม่สร้างภาระ และหนี้สินให้ตัวเอง จนรู้สึกว่าดิ้นไปไหนไม่รอด หรือใช้วิธีการง่ายๆ เพียงแค่อาศัยการเก็บเล็กผสมน้อยจนได้เป็นก้อนตามราคาสินค้าที่จะซื้อ แล้วจ่ายทีเดียวจบไปเลย แล้วคุณจะรู้สึกว่า เริ่มเสียดายเงินที่อุตส่าห์เก็บมาตั้งนาน แล้วจะนำไปซื้อทีเดียวหมด ไม่แน่นะ คุณอาจจะไม่อยากได้แล้วขึ้นมาทันทีเมื่อถึงร้านก็เป็นได้

“เราไม่ได้หมายความว่า ไม่ควรซื้อสินค้าหรือเทคโนโลยีอะไรเลย แค่เราต้องซื้อในยามที่เรามีเงินพอสมควรแล้ว และไม่มีผลกระทบต่อตัวเองมากจนเกินไป ไม่ว่าจะเลือกซื้อด้วยเงินสด หรือเงินผ่อน ก็ต้องรู้จักประมาณตนนั่นเอง”

ตัวอย่าง
นาย A สามัญชนเงินสด : เงินเดือน 15,000 บาท
รายจ่าย : ค่ากิน 5,000 บาท ค่าเดินทาง 2,000 บาท ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน 1,000 บาท ค่าโทรศัพท์และบริการเสริม 1,000 บาท เงินแบ่งไว้ไปเที่ยว 1,000 บาท ค่าที่พัก 4,000 บาท* = 14,000 >>> มีเงินเก็บ 1,000 บาท ไม่เป็นหนี้แถมได้เที่ยวอีกต่างหาก
*(หากอยู่เป็นคู่ สามารถหักค่าที่พักได้อีก 2,000 บาท จะเหลือเก็บอีก 2,000 บาท เงินส่วนนี้ให้ที่บ้านได้อีกทาง)

*(หากเป็นบ้านของเราเอง เงินส่วนนี้ก็สามารถแบ่งเข้าธนาคารฝากประจำรายปี หรือเก็บไว้ซื้อของที่อยากได้สบายๆ )

นาย Z ราชาเงินผ่อน : เงินเดือน 35,000 บาท

รายจ่าย ค่าผ่อนรถ 10,000 บาท ค่ากิน 7,000 บาท ค่าน้ำมัน 3,000 บาท ผ่อนมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า 4,000 บาท จ่ายค่าบัตรเครดิต 3,000 บาท ค่าที่พัก 5,000* บาท บันเทิงทั้งหลาย 3,000 บาท มือถือและบริการเสริม 2,000 บาท ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน 2,000 บาท = 37,000 บาท >>> ไม่มีเงินเก็บ แถมเป็นหนี้บัตรเครดิตเพิ่ม ยังไม่รวมค่าบำรุงรักษารถยนต์ ค่าประกันภัย ค่าภาษี ค่าที่จอดรถ
*(หากอยู่เป็นคู่ สามารถหักค่าที่พักได้อีก 2,500 บาท)

*(หากเป็นบ้านของเราเอง ก็ลดรายจ่ายลงได้อีก 5,000 บาท จะเหลือเงินเก็บ เว้นแต่ว่า เมื่อเงินเดือนมา ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของบางคนจะเปลี่ยนไป คือ จะใช้จ่ายในส่วนอื่นมากขึ้นนั่นเอง )

 

Hello world!

December 27th, 2011 - 

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!